คำพยานชีวิตก้อย Goy’s Testimony

ดิฉัน ชื่อวรารัตน์ สารีวงค์ หรือเรียกว่าก้อยก็ได้ค่ะ พระเจ้าฟังดูเป็นเรื่องไร้สาระมากเมื่อก่อนตอนที่ยังไม่ได้รู้จักกับพระองค์ ฉันเชื่อว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริงเพราะว่าฉันไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีพระ เจ้าฉันเชื่อในสิ่งที่มองเห็นได้สัมผัสได้ แต่พระเจ้าไม่ใช่อย่างนั้น

ฉันเป็นคนเจ้าอารมณ์หงุดหงิดและเสียงดัง เป็ฯคนที่พูดตรง ๆ อย่างไม่สนใจใคร ฉันชอบดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และเที่ยวกลางคืนกับเพื่อน ๆ

อยู่ มาวันหนึ่งเพื่อนได้ เข้ามายืมเงินของฉันและไม่ยอมจ่ายคืนหนีไป ฉันรู้สึกเครียดมากและได้ปรึกษากับพี่เกติ์เรื่องนี้ แต่ไม่เข้าว่าทำไมฉันถึงได้พูดเรื่องนี้กับคนแปลกหน้า พี่เกติ์ได้เล่าเรื่องพระเจ้าให้ฉั นฟังแต่ฉันไม่ได้ใส่ใจอะไรในเวลานั้น ฉันก็ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม กินเหล้า สูบบุหรี่ ออกเที่ยวกลางคืนเหมือนเดิม และยังคงสงสัยเรื่องพระเจ้าอยู่

หลาย ครั้งฉันพยายามที่จะข้อโต้แย้งเพื่อหักล้างสิ่งดีดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับคนอื่นที่เขาอ้างพระเจ้าทำงาน และฉันว่ามันเป็นเพียงความบังเอิญเท่านั้น แต่ฉันยังคงอธิษฐานทุกวันที่จะมองเห็นพระเจ้าได้ ที่จะปรากฏว่าพระเจ้ามีอยู่จริงหรือไม่ เพราะฉันอยากเห็นการอัศจรรย์ของพระองค์และฤทธิ์อำนาจที่จะประจักษ์แก่ตา ที่สำแดงให้ฉันมั่นใจว่าพระเจ้ามีอยู่จริง

หลัง จากนั้นมีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับฉัน รถจักรยายนต์ของฉันถูกโขมย ฉันเสียใจมากและไม่เข้าใจว่าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่าง หางกพระเจ้ามีจริงทำไมจึงไม่ดูแลเรื่องนี้ ตอนแรกฉันนึกถึงอาจารย์แนท เราได้อธิษฐานด้วยกัน ฉันร้องไห้อย่างหนักและเชื่อว่าจะไม่มีรถคืนแน่นอน

ฉัน กลับบ้านร้องไห้กลับพระเจ้า และเมื่อตำรวจโทรมาหาฉัน ฉันได้รับแจ้งว่าเขาเจอรถของฉันแล้ว ฉันดีใจมากและนี่เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันได้เห็นการอัศจรรย์ของพระเจ้า ฉันได้รู้จักกพระองค์มากขึ้น ฉั นได้เปลี่ยนแปลง และรู้สึกอยู่ใกล้พระเจ้ามากขึ้น

ฉัน เริ่มเชื่อวางใจในพระเจ้าว่าพระองค์จะดูแลทุกสิ่งได้ในชีวิตฉัน ฉันไม่ขาดสิ่งใด พระเจ้าสำแดงความรักของพระองค์ผ่านผู้คนรอบข้าง ฉันยังจำได้เมื่อครั้งไม่มีเงินเรียนภาคฤดูร้อน แต่มีคนช่วยฉันให้มีเงินเรียน พระเจ้าทรงประทานเงินให้และฉันไม่เคยคิดว่าพระองค์จะประทานสิ่งดีอย่างนี้ ให้เลย

เพื่อน ๆ ต่างพากันพูดคุยเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวฉัน ฉันไม่รู้ตัวว่าชีวิตของฉันเปลี่ยนแปลง แต่เพื่อนเห็นพระเจ้าเปลี่ยนแปลงชีวิตฉัน ฉันได้รู้จักพระเจ้ามากขึ้นในสิ่งที่พระองค์กระทำให้ ฉันเข้าใจถึงความรักและฤทธานุภาพที่พระองค์สำแดง ฉันได้รับหลายสิ่งหฃายอย่างในชีวิตที่ฉันหวังไว้ ฉันรู้แล้วว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า และฉันยอมมอบถวายชีวิตของฉันให้พระองค์ ฉันรักพระเจ้าค่ะ

My Name is Wararat Sariwong or Goy. God seemed to be none sense for me in the past before I came to know Christ. I thought God did not exist because I could not prove that He did so. I believed in things that were touchable and visible, but God was not. I was a very moody and loud person. I always honestly spoke what I thought right in front of people’s faces without caring how they felt. I hung out at night, smoked, and drank regularly.

One day, one of my friends came to borrow my money and ran away. I was so stressed. I told P’ Gade this thing, but then I wondered why I did so to a stranger. I felt relief after telling this. P’Gade shared me the gospel, but I ignored it that time. The gospel got my attention a bit, but I still hung out at night, smoked and drank. I came to study bible with Mr. Heng regularly. I felt that my behaviors were changed. I hung out at night just a few times, and I did not drink much as usual. But I still was not certain about God.

I was struggling with myself about God. I tried to find so many reasons to argue that all good things that happened to me were just coincidences. I prayed everyday that if God was real, I wanted Him to show me His existence and power to let me see that He was almighty and real. Then, there was another incident happened to me. I lost my motorcycle. I felt very sad. I thought how it could happen to me. I questioned God why He did not take care of me, why He let this happen. The first person I thought of was Mr. Heng. I and Mr. Heng prayed together that day. I cried a lot and I thought that I would never have my motorcycle back for sure. I went back home and prayed by myself for nine days. The police called me up that they found my motorcycle already. I felt very happy, but I still was not sure that was the work of God. But this incident made me believed in Him more. My behaviors were changed a bit more. I felt more close to God.

I began to believe that God took care of me all things after. I did not lack anything. God showed His love and mercy through many people surrounded me. I remember the time that I had no money to take my summer class. It was God who helped me out through people I knew. I’ve never thought that I would receive such a wonderful thing like this before.

Now, several friends tell me that I change a lot, but I don’t notice that. A lot of friends can see the change. I acknowledge God more and more. Now, I do believe in God’s existence. I realize his love and his power are the greatest. I receive so many things that I expect. I surrender my life unto God to take care of my life. I love God.

Advertisements

ใส่ความเห็น

Filed under ไม่มีหมวดหมู่

คำพยานชีวิตพี่แนท P’ Nat’s Testimony

ำพยานชีวิต

ข้าพเจ้า เองเกิดมาท่ามกลางสังคมที่มีฐานะปานกลาง คุณพ่อเป็นคนจังหวัดนครนายก แต่ได้มี โอกาสมาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่า วิทยาลัยเกษตรแม่โจ้ พอเรียนจบมาก็รับราชการที่ศูนย์พัฒนา และสงเคราะห์ชาวเขา ช่วยเหลือ และส่งเสริมอาชีพทางการเกษตรให้แก่ชาวเขาแทนการปลูกฝิ่น และกัญชา ซึ่งสมัยนั้นมีมากบนพื้นที่ราบสูง คุณพ่อเป็นคนชอบสังสรรค์กับเพื่อนๆ ทั้งเหล้าบุหรี่ เอาหมดทุกอย่าง แต่ดีอยู่อย่างคือท่าน ไม่เล่นการพนัน เพราะท่านก็มีประสบการณ์มาจากการสังเกตเพื่อนๆ จึงได้สอนลูกๆ เสมอว่าไฟไหม้ยังเหลือที่ดิน แต่ถ้าเล่นการพนันทั้งบ้านทั้งที่ดินอาจจะไม่เหลือ ท่านเป็นคนมองกาลไกล ใจดีชอบแบ่งปันแจกจ่าย และช่วยเหลือ มีเท่าไรก็จ่ายหมดไม่ค่อยเก็บเงิน ส่วนคุณแม่เองเป็นชาวเขาเผ่ารีซู ไม่มีความรู้อะไร แต่ท่านก็เป็นคนที่มีความสามารถในการเย็บผ้า เย็บปอกหมอน และเครื่องแต่งกายชาวเขาและกระเป๋าของชาวเขาส่งสวนจิลดา ท่านเป็นคนที่เก็บเงินเก่งมากๆ ชีวิตในวัยเด็กได้มีโอกาสขึ้นไปเที่ยวบนดอยกับแม่ปีละครั้ง และก็ได้มีโอกาสขึ้นรถไฟไปเยี่ยมปู่กับย่าที่นครนายกปีละครั้งเช่นกัน คิดว่าตัวเองเป็นคนที่ได้รับพระพรมากๆ เนื่องจากได้สัมผัสบรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมที่มีความแตกต่างกัน ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่จะปรับตัวในแต่ละที่ได้มีโอกาสได้เห็นทุ่งฝิ่นที่ ดอกกำลังบานสะพรั่ง ได้มีโอกาสขึ้นรถไฟ ฯลฯ ได้อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่เล็กจนจบประถมศึกษาปีที่ 6 และ พ่อก็ส่งไปอยู่กับอาที่จังหวัดนครนายก เนื่องจากผลการเรียนไม่ดีเลย แต่สอบผ่านทุกวิชาไม่ตก และสุขภาพของพ่อเริ่มไม่ค่อยแข็งแรง เพราะรถคว่ำตกดอย สองครั้ง จึงส่งลูกๆ สามคนไปอยู่ที่จังหวัดนครนายก เพราะอาทั้งสองคนเป็นครูสอน และโสดไม่มีลูก แต่น้องๆ ไม่สามารถจะทนอยู่ได้ เนื่องจากชีวิตที่เป็นอยู่ต้องเป็นระเบียบทุกอย่าง ต้องทำงาน ต้องเรียนเป็นเวลา โดยอาจะเป็นผู้ดูแลในเรื่องนี้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ คิดถึงพ่อแม่ และคิดถึงบ้าน น้องๆ อยู่ได้ไม่ถึง หกเดือนเขาก็ขอกลับไปอยู่เชียงใหม่ แต่ส่วนข้าพเจ้าเองก็อยากจะกลับแต่ก็เข้าใจเหตุผลที่พ่อส่งมาให้อยู่ที่นี่ ก็อยู่ต่อไปอีก หกปี โดยที่ไม่มีโอกาสเดินทางกลับบ้านเลย เนื่องจากตอนนั้นยังเป็นเด็ก และไม่มีเงินค่ารถ ไม่กล้าที่จะขอใคร และรู้ว่าพ่อกับแม่ก็คงลำบาก และไม่มีเงินเพราะแค่ค่าเทอมน้องๆ สองคนก็หมดแล้ว ข้าพเจ้าเองจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนนวมราชานุสรณ์ ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.54 และจบชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนประจำจังหวัดนครนายกวิทยาคม ด้วยเกรดเฉลี่ยรวม 2.5 ชีวิต ในแต่ละที่ก็ทำให้เราเรียนรู้ว่ามันต่างกันมาก ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงสร้างข้าพเจ้าให้เป็นคนที่อดทนตั้งแต่เด็กๆ หลังจากเรียนจบชั้นม.6 ก็ ได้มีโอกาสไปสอบที่กรุงเทพฯ และชลบุรี แต่ในใจคิดว่าอยากจะกลับมาอยู่เชียงใหม่มากๆ แต่เห็นเพื่อนๆ ไปสอบก็เลยตามเขาไปสอบด้วยความไม่ค่อยรู้อะไรเท่าไร ไม่รู้แม้กระทั่งว่าตัวเองชอบเรียนอะไร ถนัดด้านไหน หลังจากนั้นไม่นานได้กลับมาเยี่ยมบ้านที่เชียงใหม่ ครั้งแรกก็เห็นว่าเชียงใหม่เปลี่ยนไปมาก ไม่เหมือนตอนที่เราเคยอยู่ ตั้งแต่ตอนเด็กๆ ไปไหนก็หลงทาง เพราะไม่คุ้นเคย เห็นว่าเป็นเรื่องยากมากกับการเดินทางเพราะว่าจำทางไม่ค่อยได้ ตอนนั้นพ่อเริ่มมีอาการเดินเซๆ และในที่สุดก็ไม่สามารถที่จะไปทำงานเองได้ ต้องอาศัยให้แม่ไปส่ง และในที่สุดก็ได้มีโอกาสได้รู้จักกับพระเจ้า เพราะแม่เป็นคนนำไป เมื่อมีการประกาศรักษาโรคของคริสตจักรความหวังใหม่ และทุกคนในครอบครัวก็เป็นคริสเตียนยกเว้นข้าพเจ้าเองที่ยังไม่อยากเป็น เพราะรู้สึกว่าตัวเองชอบไปวัดมากกว่า มันสงบร่มเย็นดี แต่ถูกแม่บังคับก็เลยต้องไปโบสถ์ตามเขา ก็ไปอยู่ประมาณสามปีเต็มแต่ไม่เคยคิดที่จะรู้จักพระเจ้า เพราะไม่รู้ว่าพระเจ้าเป็นใครมาจากไหน และมีจริงหรือเปล่า เพราะดูความพฤติกรรมของคนที่เชื่อพระเจ้าแล้วก็ไม่แตกต่างจากชาวโลกเลย โดยเฉพาะมีการแย่งลูกแกะกันก็เลยคิดว่าทำเพื่อธุรกิจหรือเปล่าเพราะถ้าไม่มี ผลประโยชน์เขาจะติดตามเราทำไมกัน ตอนนั้นรู้สึกว่าไม่อยากจะไปโบสถ์เลยแม้แต่น้อย อยากไปวัดมากกว่า เพราะเคยเข้าวัดแล้วจิตใจสงบเยือกเย็น แต่เดี๋ยวนี้ยิ่งมารู้จักกับพระเจ้า แต่ทำไมจิตใจถึงได้ว้าวุ่นสับสนก็ไม่รู้ เครียดจนเกือบจะบ้า เพราะคิดว่าพระเจ้ามีจริงหรือ รู้สึกว่าเครียดมาก เพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำมันถูกต้องหรือเปล่า แต่ก็ไม่สามารถไปวัดได้เลย เพราะว่าต้องรับส่งครอบครัวไปโบสถ์ และต้องขับรถให้เขา เพราะเป็นคนเดียวในบ้านที่ขับรถยนต์ได้ ก็เลยต้องจำใจไปโบสถ์ทุกวัน ด้วยความเศร้าสลดใจยิ่งนัก จำได้ว่าก่อนจะรู้จักพระเจ้าจริงๆ ได้ยินเพลงๆ หนึ่ง เพลงนี้มีชื่อว่าจิตวิญญาณข้ากระหายพระเจ้าดุจดังกวางน้อยกระหายหาน้ำ พอฟังเพลงนี้น้ำตาก็ไหลออกมาเป็นสายน้ำเลย เพราะอึดอัด และตื้นตันหลายๆ อย่างบอกไม่ถูก จนอาจารย์ที่สอนร้องเพลงก็เขามาคุยด้วย และเป็นพยานถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ตั้งแต่นั้นมาก็เริ่มตั้งใจที่จะค้นหา น้ำพระทัยของพระเจ้า ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็เริ่มที่จะอธิษฐานมากขึ้น เริ่มอ่าน และศึกษาพระคัมภีร์มากขึ้น และพระเจ้าก็ทรงตอบคำอธิษฐาน ในระหว่างนี้บางครั้งต้องยอมสารภาพว่ามีความสงสัยเกิดขึ้นตลอดเวลา ว่ามีพระเจ้าจริงหรือนี่ ในขณะที่เดินไปกับพระเจ้าทุกวันๆ ก็เริ่มรู้จักพระองค์มากขึ้นทุกวัน จนวันหนึ่งไม่สามารถที่จะสงสัยอีกต่อไปได้ เพราะนั่นเป็นความแน่ใจหนึ่งร้อยเปอร์เซนต์ว่าพระเจ้าทรงช่วยให้หลุดพ้นจาก อาการที่เรียกว่า “ผีอำ” และพระเจ้าก็ทรงสำแดงพระคุณ และความรักของพระองค์ในทุกวัน จึงเล่าประสบการณ์จากพระเจ้า และจดจำทุกเรื่องราว จนมาถึงเดี๋ยวนี้ ทุกวันนี้ไม่เคยกลัวสิ่งใดเลย แม้แต่ความตาย และรู้ว่าชีวิตนี้อยู่เพื่ออะไร รู้สึกว่าชีวิตมีค่ามีความหมายเกินกว่าที่คิดไว้มาก หลังจากที่ได้รู้จักกับพระเจ้า พระองค์ก็ไม่เคยทอดทิ้งเราเลย ปกติแล้วข้าพเจ้าเป็นคนดื่อนิดหน่อย แต่หลายครั้งพระเจ้าก็ตีสอนในความดื่อนั้น รู้สึกว่าพระเจ้าค่อยๆ ขัดเกลาเราทีละเล็กละน้อย จนเป็นคนของพระองค์โดยสมบูรณ์ พระองค์ทรงตอบคำ อธิษฐานของเรามากมาย ตั้งแต่รู้จักกับพระองค์ชีวิตก็เริ่มทุกข์มากขึ้น ต้องร้องไห้เกือบทุกวัน ไม่มีใครที่เข้าใจเรา ทำให้เราพึ่งพาพระเจ้ามากขึ้น สิ่งที่พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานคือ เรื่องขอรถเข็ญ ก็ได้ ขอรถเก๋งรับส่งพ่อไปโรงพยาบาลก็ได้ ของานก็ได้ ขอให้พ่อหายปวดหลัง และแน่นหน้าอก ก็เป็นไปตามนั้น จึงได้รู้ว่าพระเจ้าทรงฟังเรา และพระองค์ทรงอยู่เคียงข้างเราเสมอ ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่าอยากจะรู้จักพระเจ้ามากขึ้น จึงได้ตัดสินใจเรียนพระคัมภีร์ที่พระคริสตธรรมเชียงใหม่ ในที่สุดก็เข้าใจถึงน้ำพระทัยของพระเจ้ามากขึ้นทุกวัน บ้างก็ถูกพระองค์ตีสอน บางก็เกิดสิ่งอัศจรรย์ขึ้นมากมาย พระองค์ทรงปกป้องให้ข้าพเจ้ารอดจากอุบัติเหตุหลายครั้ง ทรงสำแดงให้เห็นว่าเมื่อเราอธิษฐานพระองค์ก็ทรงฟัง และอยู่กับเรา พระวิญญาณที่พระองค์ประทานให้แก่เราก็จะปกป้องเรา ดูและเราทุกวัน ทุกคืน เมื่อเราอยู่ในทางของพระองค์ ให้เรามั่นใจในความรักมั่นคงของพระองค์ตลอดไป

ขอคู่พระพร

การ อธิษฐานขอคู่พระพร ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากที่สุดแล้ว สำหรับความคิดของข้าพเจ้าเองกับ การที่จะหาใครสักคนตรงใจเราทุกอย่าง คงเป็นไปได้ยาก เพราะแต่ละคนก็มีความแตกต่างกันไป มากบ้าง น้อยบ้าง ขนาดเกิดมาท้องเดียวกัน ยังต่างกันราวฟ้ากับดินเลย แล้วคนที่เกิดมาคนละทิศก็คงจะแตกต่างกันมาก ทั้งอุปนิสัย การเลี้ยงดู สภาพสิ่งแวดล้อม และประสบการณ์ ซึ่งมีความแตกต่างกันมากมาย หากพบเจอกันจริงๆ จะมีใครบ้างนะที่จะเหมือน หรือคล้ายๆ กับเราบ้าง ก็ได้แต่เฝ้ารออธิษฐานขอคนๆ นั้นที่คิดว่ามีอยู่จริง รู้สึกเหมือนดูเลื่อนลอยยังไงชอบกล เพราะไม่มีแม้แต่วี่แววเลยสักนิด แต่การรอคอยด้วยท่าทีที่วางใจจึงทำให้ข้าพเจ้าสงบเงียบ ไม่ดิ้นรนตามหา แต่ความรู้สึกลึกๆ บอกอย่างมั่นใจว่าคนๆ นั้นกำลังรอเราอยู่เช่นกัน ในใจก็ได้แต่นึกว่าคงมีสักวันที่จะเจอคนที่รักเราจริงๆ และที่สำคัญคือต้องเข้ากับเราได้ในทุกๆ เรื่อง ยอมรับซึ่งกันและกันได้ ไม่ว่าจะเป็นนิสัยใจคอ และความชอบที่ไม่ขัดกัน และแล้ววันนั้นก็มาถึง เจอแล้วคนที่เราเฝ้าตามหามานานแสนนาน เป็นคนที่บริสุทธิ์ทั้งกาย และใจ แถมยังมีจิตใจดี รักเด็ก ชอบการปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ ฉลาด โล่งใจเจอเสียทีคนนี้ใช่หรือเปล่าคะพระเจ้า ถ้าไม่ใช่ขอพระเจ้าจะนำเขาออกไป โดยที่เราไม่รู้สึกเสียใจเลย สักนิด แต่พอได้รู้จักกัน ยิ่งมั่นใจว่าใช่ต้องเป็นเธอคนนี้แน่ๆ เหมือนกันมาก จนเกือบจะ 100 % ใน ที่สุดพระเจ้าก็ทรงตอบคำอธิษฐาน ว่าคนๆ นี้เป็นคนที่พระองค์ทรงจัดเตรียมไว้ สำหรับเราจริงๆ ยิ่งนานวัน พระเจ้าทรงทำให้เรามั่นใจในคนๆ นี้ ซึ่งคบกันไม่ถึงปี แต่มั่นใจเพราะพระเจ้าทรงตอบทุกคำอธิษฐาน จึงกล้าที่จะตกลงแต่งงานกับเขา

เพลงที่ชอบร้อง : คืน วันนที่ผ่านพ้นไป พระองค์ทรงนำพา ให้ชีวิตมีความหมาย เป็นชีวิตที่สมบูรณ์ เป็นชีวิตที่บริสุทธิ์ พระองค์ทรงให้โลกนี้เปลี่ยนไป เป็นชีวิตใหม่

ทุก วันนี้ ขอมอบชีวิต และจิตใจไว้ในพระองค์ ยอมทนทุกข์เพื่อพระคริสต์ เพราะพระองค์ทรงช่วยให้รอดพ้นจากความตายหลายครั้ง สุดท้ายก็ยอมให้พระองค์ใช้ชีวิตของเราตามแต่น้ำพระทัย เพื่อพระราชกิจของพระองค์จะแผ่ขยายไปจนถึงที่สุดปลาย

Nat’s testimony

I was born in a middle class family, my father was from Nakornayok. I had an opportunity to study at Mae-Jo University. When I graduated I went join the center which helped the hill tribe people to improve their lives by teaching them to do the plantation instead of planting opium. My father liked to go out with his friends smoking, drinking, only one thing he did not like to do was gambling. He learned bad outcomes from his friends, he taught us not to gambling. He was a far-sighted person and kind. He was so generous to everyone and loved to share with his neighbors. He gave and did not like to save. My mother was a hill tribe, Ree-Zu. She did not go to school but she was so skilled, she could do all the house works well. She was good at sewing dresses and that the money came from the help the family. She was a well-managed person, money and welfare. When I was a kid, I had to go visit my grandmother and grandfather up on the mountain also our relatives at Nakornnayok once a year. I was blessed very much since I had to live in two cultural family. I lived in Chiang Mai since I was a kid until I finished a primary school. And it was because my grades were very bad, my father sent to stay with his relatives at Nakornnayok. And the second reason that my father had a bad health after having two serious care accidents, the care rolled down from the cliff. My sisters and I were sent to stay with his relatives. We stayed with our father’s sister. She was a teacher, single and had no children. She was so strict so my sisters could not stand her because in the house had many rules and we had to do housework. My sisters went home. But I decided to stay because I understood the situation at home. Six years without going back to visit home, I finished my secondary school at Nakornayok with grade 3.54 and finished a high school there with the grade 2.5. I learned to be strong and how to live a life without parents there. I went to do the entrance examination at Bangkok but I really wanted to go back home, Chiang Mai to live with my family and study there. I decided to go back home at that time my father’s health got worse until for a while he was paralyzed. My mother had to dive him hospital every time and took care of the whole family.

There was an announcement of healing the sickness from the Hope Church. My mother took him there hoping him to be curd. The gospel was preached to our family and my mother, my father and the two sisters believed but I did not want to believe. Personally, I like to go to worship idols but my mother forced me to attend church with the family. I attended church regularly for three years without receiving Jesus Christ as a personal savior. I was frustrated because my mother forced me to go to church but I did not want to believe because that time I did not understand that the church took care of the people and followed people up because of the money. I thought it was a business.

One day, I went to practice worship songs at church and the song “As the deer” touched my heart and cried very much. The teacher at church came to talk to me and told me what God has done great things in her life. Since then, I became to desire to know God more. I prayed, I read the Bible and attended church regularly with my own decision. I had to confess that those days I still doubted sometimes about God’s existence. God showed me how good and great He was in every answered prayer to assure me He was only on and true God. The most important thing was when He delivered the evil that came every night to disturb me.

Now, I come to realize that my life is for God only. I know exactly who I live for and why I exist on this earth. The Lord changes me day by day and teaches me grow more in Him. He answered my prayers when I asked him for a car to take my father to the hospital, the wheelchair and the job. He answered my prayers when He healed my father’s backache and release the pain at his chest. God protected me from motorcycle accident many times. I am so certain now that He listens to me and stays close to me. I decided to attend a Bible school hoping to learn and grow in God more. I surrender to His will and I do believe that He will take care of me from now on. His love endures forever.

ใส่ความเห็น

Filed under ไม่มีหมวดหมู่

คำพยานชีวิตปาน Parn’s Testimony

พยานชีวิต

ข้าพเจ้าชื่อ ปกรณ์ บุญมี ชื่อเล่น ปาน เป็นนักศึกษาคณะมนษยศาสตร์สาขาภาษาอังกฤษข้าพเจ้าได้เกิดในครอบครัวที่ไม่ ใช่เป็นครอบครัวคริสเตียน และได้รับการถ่ายทอดเรื่องความเชื่อต่างๆ ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มีอคติกับคริสเตียน เช่น การเชื่อในเรื่องผี การถือผี ศาลพระภูมิ ดวงชะตา การเสี่ยงโชค และอื่นๆอีกมากมาย ครอบครัวของข้าพเจ้ามีฐานะที่อยู่ค่อนข้างยากจนแต่ก็ไม่ถึงกับอดอยาก ตัวข้าพเจ้าเองเป็นลูกคนสุดท้อง และเป็นลูกคนเดียวที่มีโอกาสได้เรียนสูงกว่าพี่ๆทุกคน พ่อและแม่ของข้าพเจ้าเลี้ยงลูกแบบค่อนข้างตามใจ คือสามารถทำอะไรได้โดยไม่ขัด คือถ้าสมมุติข้าพเจ้าอยากทำอะไรก็ทำได้เลย บางทีข้าพเจ้าก็รู้สึกขาดความรักเพราะว่าข้าพเจ้าไม่ค่อยจะสนิทกับพี่ๆของ ข้าพเจ้าเลย เพราะว่าตั้งแต่ตอนเด็กๆพี่ของข้าพเจ้าก็ได้ไปทำงานที่ในกรุงเทพแล้ว จนเมื่อข้าพเจ้าอยู่ประมาณมัธยมศึกษาก็ได้รับการส่งเสียเรียนจนจบมัธยมศึกษา ปีที่สาม และข้าพเจ้าก็เป็นเด็กที่ค่อนข้างเก็บกดพอสมควร เพราะว่าคุณตาที่บ้านจะเป็นคนที่ค่อนข้างเอาแต่ใจ และน่ากลัว เพราะว่าคุณตาของข้าพเจ้าเป็นคนเสียงดังมาก จนทำให้ข้าพเจ้าไม่เคยมองคุณตาในแง่ดีเลยไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ตาม เพราะว่าหลายๆครั้งที่ข้าพเจ้าได้ทำสิ่งที่ตัวข้าพเจ้าเองคิดว่มันถูกแต่สุด ท้ายก็คือโดนคุณตาด่าประจำ จนทำให้ข้าพเจ้าต้องระแวงในการทำอะไรก็ตามที่ข้าพเจ้าอยากจะทำ และอีกอย่างหนึ่งคือข้าพเจ้าไม่ค่อยถูกกับพี่เขย เพราะเขาก็ใช่ย่อยเหมือนกันกับการจู้จี้จุกจิกในการกระทำของข้าพเจ้า ทุกๆอย่างที่ข้าพเจ้าทำคือสิ่งที่ไม่ดีเลยในสายตาของเขา ทำให้ข้าพเจ้าอยากจะหนีและหลบจากสิ่งที่เจอๆอยู่บางทีก็ต้องหาที่ระบาย และก็มีเพื่อนเป็นที่ระบายที่ดีกับปัญหาต่างๆที่ข้าพเจ้าได้เผชิญ ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนตัวเองโง่ ข้าพเจ้ารู้สึกหมดกำลังกับการที่ข้าพเจ้าได้ทำอะไรลงไปก็ตาม ส่งผลทำให้ข้าพเจ้าไม่อยากที่จะทำอะไรเลย

และเป็นสิ่งที่ดีและ ประเสริฐมากเมื่อข้าพเจ้าได้เรียนที่พายัพที่ตั้งอยู่ในเชียงใหม่ ข้าพเจ้าได้อยู่ไกลกับปัญหาต่างๆนั้นมาก ข้าพเจ้ารู้สึกดีขึ้น และบางครั้งข้าพเจ้าก็ไม่มีโอกาสที่จะคิดถึงเรื่องเหล่านั้น และดีจังที่นานๆทีได้กลับบ้าน นั่นเป็นความคิดแรกที่วูบเข้ามาในใจของข้าพเจ้าเมื่อข้าพเจ้าได้มาเรียนที่ มหาวิทยาลัยพายัพ แต่การเป็นคนต่างถิ่นนั้นทำให้ข้าพเจ้าคิดถึงบ้านมาก และอยากจะกลับบ้านในตอนนั้นแต่มันคงเป็นไปไม่ได้เพราะว่าระยะทางไกลและที่ สำคัญไม่มีตังค์ค่ารถ ชีวิตในมหาวิทยาลัยและการมีเพื่อนใหม่ๆก็ทำให้ข้าพเจ้าได้ลืมคิดถึงบ้านไป ชั่วขณะ ข้าพเจ้าก็ได้รับฟังเรื่องราวของพระเจ้าหลายๆครั้ง บางทีก็เคยรับเชื่อทั้งๆที่ไม่รู้เรื่องว่าที่แท้จริงคืออะไร ทำไมเขาถึงอยากจะให้เราเชื่อ และข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาสไปเข้าค่ายภาษาอังกฤษกับ English Club ข้าพเจ้า ได้ฟังพยานชีวิตจากคนๆหนึ่งจึงทำให้หัวใจของข้าพเจ้าเปิดใจกับเรื่องพระเจ้า มากขึ้น เพราะว่าเขาบอกว่าพระเจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาจากคนที่เคยเข้าคุก ทำเลวสารพัด ให้เป็นคนดีได้ ข้าพเจ้าจึงอยากจะลองดู เมื่อวันต่อมาข้าพเจ้าได้เปิดใจต้อนรับเอาพระเยซูคริสต์แบบจริงจัง และได้อธิษฐานที่อยากจะรู้จักกับพระองค์มากขึ้น จนเมื่อข้าพเจ้าได้รับคำตอบจึงทำให้ข้าพเจ้าปักใจเชื่อมากขึ้น

เมื่อ ข้าพเจ้าเป็นคริสเตียนแล้วพระเจ้าก็ได้มีบทบาทในชีวิตข้าพเจ้ามากขึ้น พระองค์ได้ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของข้าพเจ้า พระองค์ได้ทรงทำงานในชีวิตของข้าพเจ้ามากขึ้น ชีวิตของข้าพเจ้าได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยผ่านทางคำเทศนา การหนุนใจ และการอธิษฐาน หลายๆสิ่งที่ได้เปลี่ยนคือ การเรียนที่ดีขึ้น แม้ว่าจะดีไม่มากแต่ข้าพเจ้าก็ได้เข้าใจภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น นิสัยเสียๆหลายๆอย่างเริ่มน้อยลง รู้จักระงับอารมณ์โกรธและข้าพเจ้าก็ขอบคุณพระเจ้าที่พระพรความรักของพระองค์ ไม่เคยเสื่อมคลายในชีวิตของข้าพเจ้า แม้ว่าข้าพเจ้าจะเคยเป็นคนบาปไม่เชื่อฟังพระองค์

Parn’s testimony

I am Pakorn Bunme, my nickname is Parn. I am a third year student of English department at Payap University. My former school is Noncoonwittayakal Rajamangalapisek. I was born in a Buddhist family. My family was very poor. In my village, all the villagers believe in evil spirits. They are afraid of those spirits, and sacrifice, adore, and offer the best things to those spirits in order to please them. The villagers believe that if the spirits anger causes many bad things happened to their lives, illness and bad lucks. I was brought up as a spoiled child. My parents always gave me whatever I wanted, and I freely did what I wanted to do. But my mother always gave me an advice. My mother, she trusted me that I would not do bad things, and I’ve never let her down. I’ve never skipped classes, and my grades were always satisfactory.

I usually had problems with my grandfather. My grandfather was extremely conservative. I did not like him very much. I always avoided to get close to him or even to walk pass by. My grandfather seemed not to like whatever I did very much. This was the reason the reason why I tended not to stay home much. I often stayed with my friend’s home. I would never stay home at the weekends or my spare time. I spent my time with all my friends, we liked to hung out and play games. Sometimes, whenever my friends were not home, I had to stay home which was I hated so much. My grandfather was very fussy also. He always complained everything I did. Sometimes, he complained for what I did not do. I was a quiet person. I became a stressed and depressed person. I tried to press all my anger inside. I felt like taking my life many times, but I held it inside because I loved my mother. I did not want her to feel sorry for me. My grandfather never gave me any money when I asked. My grandfather had so much money, but he did not want to share at all. One day, my grandfather asked me to go buy something, but he forgot that he asked me. He thought I stole his money, I tried to explain to him many times but he did not want to listen to me at all. I felt so sad. I tried to release the pain to my friends and my mother by talking around. I did not feel better at all anyway, it was liked the pain was not healed.

My brother in law also always picked on me, he always tried to control my life. I thought that even my breath he could control. Every summer break I went to visit my older sister at Patumtani, one of the provinces in Thailand near Bangkok, my sister and my brother in law stayed there. I felt that both of them, my grandfather and my brother in law, were unreasonable. I’ve never felt happy when I was close to them. I pretended to be a good boy in front of them. Whenever I talked about it to my sister I would cry. I felt under pressure.

When I attended to Payap University, I felt so much relief because I was far away home. I did not feel stressed anymore. But I had to face problems here in Payap also. I did not understand what I studied at all. I had to study hard to understand it because all the subjects were in English, and the teachers also spoke in English. I also thought that if I gave up, I had to go back home which was so much more terrible than studying hard, so I told myself to hang in there. I heard that Payap University was a Christian University. When I first came here I asked the administrator if I had to be a Christian too. I was scared of being a Christian that time because it meant that I could not attend to temples anymore I thought.

One day, there was someone that I did not know who he was, came to talk to me personally about Jesus Christ. I pretended to understand what he said. I received Christ because I did not want him to lose his face. I’ve never experienced the change that the guy promised me so. In the second semester, I heard again about Jesus Christ I ignored it immediately. The third time, one of my friends, his name was Jack, he came to talk to me about Jesus again. I felt offended because every time that Jack came to talk to me he would talk about God. I resisted him many times because it was against my family religion. No one in my family was a Christian. I scolded Jack every time that he came to talk to me about God. After that, many people came to share me the gospel. It sounded impossible to me because I did not believe that Jesus Christ could save sinners. After the Camp I accepted Christ on July 12th 2006 that time I went back to my room and asked God I wanted know Him. I also asked God to know Him more. I knew God more and more as I prayed. I believed in Jesus Christ after that day on.

It seems impossible that God changed my life. God taught me many things such as a new way of thoughts toward life. I learn to love people more because God tells me to love one another if I love Him. I feel that I do not have much short temper now. I was an easily angered person. I learn to forgive. God helps me in my studies. I do well in school now. The Lord also teaches me to share the gospel with people surrounded me. God blesses me in so many things that are indescribable. God is there with me in every place, and always in my heart.

Last, I would like to encourage everyone who reads this message that God is able to change me, so is He to you. Although, things seem impossible to us, to God nothing is impossible. God cleansed my heart, and purified me from all sins, though I was the person who sinned and rejected Him all along. Now, I do believe and trust in the Lord with all my heart.

ใส่ความเห็น

Filed under ไม่มีหมวดหมู่

คำพยานชีวิตพี่เกติ์ P’Gate Testimony

ข้าพเจ้า นาย สุประเกติ์ รัตนประเสริฐศรี บ้านเกิดเป็นคนกรุงเทพฯ ในครอบครัวมีพ่อแม่

และข้าพเจ้า ตั้งแต่เด็กมาเป็นคนที่มีนิสัยเป็นคนที่เงียบเพราะว่าเป็นลูกคนเดียว สังคมในกรุงเทพฯ

เป็นสังคมที่ต่างคนต่างอยู่เพื่อนบ้านก็ไม่ไม่ค่อยรู้จักกัน ตอนที่อยู่ ป.1 ข้าพเจ้า ต้องเดินทางไปที่ โรงเรียนซึ่งอยู่ไกลจากบ้านไป ต้องตื่นนอนตั้งแต่ 4.30 น. กว่าจะไปถึงที่โรงเรียนก็เกือบ 8.00น. ซึ่งในตอนนั้น อายุ 9 ปี แต่หลังจากที่ขึ้นมาอยู่ ม.ต้น ก็ย้ายมาอยู่ที่โรงเรียนใกล้บ้านดีที่ไม่ต้องเสีย เวลาในการเดินทางแต่หลังจะที่ผู้กลับมาจากโรงเรียนก็ต้องอยู่คนเดียวเพราะ พ่อแม่ยังไม่กลับบ้าน

กว่าพ่อแม่จะกลับบ้านก็ประมาณ 1-2 ทุ่ม ตอนที่ข้าพเจ้าเป็นเด็กเป็นคนขี้เหงามาก ดังนั้นเวลาที่ไป

โรงเรียนจึงเป็นเวลาที่มีความสุขเพราะเป็นคนที่มีเพื่อนมากแต่เมื่อถึงเวลากลับบ้านก็จะมีความรู้สึก

เหงา ในเย็นวันหนึ่งขณะที่นั่งทำการบ้านก็มีคนมาแจกใบปลิวที่พูดถึงความเหงา เมื่อข้าพเจ้าอ่านดู ก็รู้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้า ข้อความในนั้นบอกว่าถ้าคุณรู้สึกเหงาไม่มีใครเป็นเพื่อน พระเยซูทรง

เป็น เพื่อนคุณพระองค์จะอยู่กับเราเพียงแต่เราเปิดใจให้พระองค์เข้ามาในชีวิต พระองค์จะอยู่กับเรา ทุกที่ทุกแห่ง พระองค์จะมาเป็นเพื่อนเรา เมื่อใบปลิวนั้นพูดถึงตอนที่ว่าคุณอยากรู้จักกับพระเจ้า ใหม ลองอธิษฐานกับพระเจ้าดูหามุมสงบแล้วอธิษฐานเป็นการส่วนตัวกับพระเจ้า ผมได้เปิดใจดู

แต่หลังจากอธิษฐานไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนสิบปีผ่านไปผมมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้เพราะผม

มีความสนใจทางการเลี้ยงสัตว์(ผมคิดว่าสัตว์เป็นเพื่อนที่ดีของมนุษย์) เมื่อผมมาเรียนที่แม้โจ้ผมต้อง

อยู่หอพักที่มหาวิทยาลัยจัดไว้ให้ ผมมีความสุขมากเพราะในหอมีเพื่อนมากผมไม่เหงาอีกแล้วผมมี

เพื่อนสนิด 4-5 คน เรากินข้าวด้วยกัน ดูทีวีด้วยกัน เล่นกีฬาด้วยกัน นอนด้วยกัน การอยู่หอทำให้

ชีวิตที่น่าเบื่อของผมกลับเป็นชีวิตที่ตื่นเต้น ผมเริ่มในสิ่งที่ผมไม่เคยทำ เช่นกินเหล้า,เที่ยวกลางคืน

ผมรู้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งไม่ดีแต่ผมก็ทำเพราะถ้าทุกคนกินเหล้าแต่ผมไม่กินผมก็จะรู้สึกแตกต่าง ผมอยาก

ให้ เพื่อนรู้สึกว่าเราเป็นกลุ่มเดียวกัน เช่นเดียวกันกับการเที่ยวกลางคืนผมไปก็ไม่ได้มีความสุขมาก นัก ผมรู้คิดว่าการเที่ยวธรรมชาติสนุกมากกว่าอีก บางที่การเที่ยวกลางคืนก็ทำให้เกิดเรื่องเพราะคน

ที่เที่ยวกลางคืนส่วนมากก็กินเหล้า เพื่อนบางคนเมื่อเมาแล้วก็ไปเที่ยวผู้หญิง(ส่วนมากผมเป็นคนขี่

รถพาเข้าไป) การ เที่ยวทำให้การเรียนในเทอมแรกของผมไม่ดีเท่าไร ผมจึงเริ่มที่จะตั่งใจเรียนมาก ขึ้น ผมใช่เวลากับเพื่อนกลุ่มที่เที่ยวน้อยลง ผมเริ่มคบกับเพื่อนที่ตั่งใจเรียน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัส

ได้จากเพื่อนที่เรียนเก่งคือส่วนมากเป็นคนเห็นแก่ตัว เพราะเขาอยากได้คะแนนมากกว่าคนอื่นเข้า

จึงทำทุกวิธีเพื่อที่จะได้คะแนน(ผมไม่ได้บอกว่าทุกคนเก่งเป็นคนเห็นแก่ตัว) มีหลายครั้งที่เพื่อมมี ข้อสอนที่จะออกสอบแต่เขาเอามาให้เราดูเมื่อการสอบผ่านไปแล้ว ผมรู้สึกแย่กับคนมากสิ่งที่ผมหา

คือเพื่อนแท้ หลังจากปีหนึ่งในมหาวิทยาลัยผ่านไป เพื่อนที่เที่ยวด้วยกันเริ่มถูกไล่ออกไปเพราะการ

เรียน ของเขาไม่ดีคะแนนไม่ถึง ผมไม่เหลือเพื่อนสนิดอีกแล้ว ผมใช้ชีวิตอีกสองปีที่เหลือตัวคน เดียว ผมรู้สึกแย่กับทุกคน นี้เป็นความรู้สึกในใจที่ไม่มีใครรู้เลย เพราะผมไม่เคยพูดกับใครไม่ดี หรือทำกับใครไม่ดี ถึงผมจะมีเพื่อนมากแต่ผมกลับรู้สึกว่าไม่มีเพื่อนแท้เลย การเรียนของผมก็ไม่ดี

ในวันนึ่งที่ผมไปดูผลสอบคะแนนที่ได้ไม่ถึง 1 % จาก 50 % รุ่นพี่หลายคนเรียนไม่จบเพราะวิชานี้

วัน นั้นผมมีความหนักใจมากกับการเรียนกับชีวิต ผมเริ่มคิดถึงชีวิตมากขึ้น วันนั้นเป็นวัน เดียวกับที่ผมรู้จักพระเจ้าผ่านทางเพื่อนของผม เขาเล่าเรื่องของพระเจ้าให้ผมฟังสองสามชั่วโมง

เรื่องพระเจ้าเป็นเรื่องใหม่สำหรับผม เขาอธิบายว่าพระเจ้าเป็นใครและเราจะรู้จักพระเจ้าได้อย่างไร

ผมได้ลองอธิษฐานดูเพราะเกรงใจ แต่เมื่อผนคิดดูถ้าพระเจ้าเป็นจริงก็ดี ผมเริ่มที่จะไปโบสถ์ในวัน

อาทิตย์ นั้น ในคืนที่ผมรับเชื่อผมได้จำเหตุการณ์ที่ผมเคยอธิษฐานกับพระเจ้าแม้เวลาจะผ่าน ไปแต่ พระเจ้าไม่ลืม ผมเริ่มมีสันติสุขในจิตใจความคิดที่ไม่ดีของผมที่มีต่อคนอื่นเริ่มน้อยลง ชีวิตของผม

กลับมีความสุขอีกครั้ง การเรียนของผมก็ดีขึ้นวิชาที่ผมกลัวว่าจะไม่ผ่านก็สามารถที่จะผ่านได้โดย

ที่เพื่อนบางคนแปลกใจกับการผ่านของผมมี 50% ที่ไม่ผ่านวิชานี้ พระเจ้าได้สอนผมหลายอย่างใน

เรื่อง ของการคิดกับคนอื่น การที่ผมอยู่คนเดียวเป็นเพราะไม่ไว้ใจคนอื่น จากประสบการณ์ผมวาง ใจในเพื่อนมากไม่เคยที่จะปฏิเสธใครเมื่อเขาขอร้อง แต่หลายครั้งผมต้องการความช่วยกลับหาคนที่

จะ ช่วยไม่ได้ ผมเป็นคนไม่ยากขอร้องใครแต่เมื่อผมขอร้องแสดงว่าเป็นเรื่องสำคัญมากผมมักไม่ ได้ การช่วยเหลือ พระเจ้าทรงเป็นผู้บริสุทธิ์และมีความยุติธรรม พระเจ้าพูดกับผมใน กาลาเทีย.5:14 ว่า “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” พระเจ้าบอกผมว่าผมไม่ใช่คนดีเลย เป็นคนบาปเหมือนคนอื่นทำ ไม่ผมว่าคนอื่นไม่ดี พระเจ้าบอกให้ผมมีความรักเหมือนพระองค์พระเยซูไม่มีความผิดแต่พระองค์

มายอม ตายบนไม้กางเขน พระเจ้าสอนผมที่จะติดตามพระองค์แบกและรับภาระเช่นเดียวกันกับ พระองค์รับความไม่ยุติธรรม ผมกำลังเรียนกับพระเจ้าทุกวันในการดำเนินชีวิต

My name is Supragate Rattanaprasertsri. I was born in Bangkok in a family of three persons, my parents and I. I was a very quiet kid because I was the only child. The society in Bangkok was such that people minded their own business. We rarely knew anything about our neighbours. When I was in 1st grade, I had to attend a school far away from my house. I had to wake up at 4.30 am, and reached school at 8.00 am. That time I was only nine years old. After finishing primary school I attended another school near my house. It took only a few minutes to go to school and back. I spent most of the time alone because my parents came home late at night. I was so lonely at home. I found myself so happy at school with lots of friend.

One evening while I was doing my homework, someone came to give me a leaflet. The leaflet talked about loneliness. It said that when I was lonely, God could be my friend. The leaflet talked about God and His Son, Jesus Christ. It said that Jesus Christ would like to be my friend, and would like me to invite Him into my life. If I opened my heart, it said, Jesus would be with me everywhere and all the time. I really wanted to know Him. I went to find a quiet place and prayed to receive Jesus into my life.

Nothing happened after I received Him. 10 years passed by. I attended Maejo University here in Chiang Mai because I was interested in raising animals. I thought that animals were a human’s best friend. I stayed at my university dormitory. I was so happy there because I had so many friends at the dormitory. I never felt lonely at all. I had 4-5 close friends that I hung out with. We did the activities together, played games, did sports, and watched TV, etc. I was very excited about all those things because I had never done things like that before because I was an only child.

I started to hang out at night with my friends and drank. I knew that drinking was not a good thing to do, but if I did not drink I could not get along with my friends. I needed friends much more than anything else, although I felt bad hanging out at night and drinking. I loved to explore things in the forest more. Sometimes, we fought with other people who were also drunk. Some of my friends, after getting drunk, went out with prostitutes.

My GPA came out very bad in the first semester. I came back to focus on my studies in the second semester. I spent less time with those friends than in the past. I found a new group of friends, studious friends. But one thing that I learn from these friends was that they were not sincere at all. They were very selfish. They did anything to beat others with the highest score. I found out one day that my friend had the answers of the examination, but he never told anyone about it. I was so upset, and I did not want to trust anyone anymore. The second semester went by with so many friends got expelled. I became alone again. I spent most of the time in the university alone, and trusted in nobody. I rarely talked or expressed my feelings to anyone. The friends that surrounded me were not the good friends that I was looking for. My score was still not good. There was a subject that was the most difficult one that made many students not graduate. I was supposed to get 50 out of 135 from this class, but I got just 1 percent.

I felt stressed that the score came out very bad. I started to think about my life seriously, and the same day one of my friends shared me the gospel. This friend explained who God was, and how to know Him. I prayed to receive Christ because I did not want my friend to feel sorry because of rejection. But I came back my dormitory to think about what my friend said again. I went church on Sunday that week.

One night I received Christ, and it reminded me that when I was a kid I prayed to receive Him also. God did not forget that day. I felt peace in my heart. My attitude toward friends was changed. I was happy again. My GPA went up, and the difficult subject turned to be not quite difficult. I got 50 percent from that class, enough to pass. God taught me several things about friends. I used to distrust my friends, and live by myself. My experience with friends was not good. I used to trust them very much, but they let me down. I always helped them, but when I needed the help no one was there to help me out.

God was holy and just. He spoke to me in Galatians 5:14 “love your neighbor as you love yourself. God told me to love others as Jesus Christ loved me so. Christ has never sinned, but He took my sins and died in my place. God taught me to follow Him, and take His yoke. Now, I learn from God everyday as well.

ใส่ความเห็น

Filed under ไม่มีหมวดหมู่

คำพยานชีวิตอ๊อฟเรื่องเมกกะวอยซ์ Aof’s Mega Voice Testimony

ครอบ ครัวฉันต่อต้านพระเจ้าไม่เคยชอบฟังเรื่องพระเจ้าเลย ฉันอยู่จังหวัดเชียงรายและได้ย้ายมาเรียนที่เชียงใหม่ ฉันเองก็ต่อต้านพระเจ้าแต่หลังจากนั้นฉันรับพระเยซูเข้ามาในใจ เพราะรู้ว่าพระองค์ดีต่อฉัน ฉันได้พยายามหลายครั้งที่จะประกาศเรื่องพระเจ้ากับคนในครอบครัวแต่พวกเขาไม่ ยอมฟังฉันเลยและดุด่าฉันด้วยทุกครั้ง ฉันพยายามหาหลายทางที่จะประกาศกับครอบครัว ด้วยแอบเอาไปใบปลิวไปวางไว้ตามที่ต่าง ๆ หรือวางพระคัมภีร์ไว้ใกล้ ๆ เตียงของย่า แต่เขาไม่เคยหยิบขึ้นมาอ่าน ไม่เคยได้ผล เมื่อฉันรับเชื่อฉันได้เข้าใจว่าพระเจ้าและฤทธิ์เดชของพระวจนะเท่านั้นที่ทำ งานในใจคนได้ แต่จะทำอย่างไรที่จะให้ฤทธิ์เดชนี้เข้าไปทำงานในใจคนในครอบครัวของฉันเมื่อ ความเชื่อเกิดจากการได้ยิน ฉันเปิดพระวจนะฟังเองเพื่อหวังว่าย่าและแม่จะมาได้ยินและเข้าใจวันหนึ่ง ขอบคุณพระเจ้าย่าเปิดใจมากขึ้นกับพระเจ้า และต่อต้านน้อยลงกว่าเมื่อก่อนเยอะ เมกกะวอยซ์ทำให้เขาเข้าใจว่าพระเจ้าเป็นใคร พระองค์เป็นอย่างไร และทำอะไรเพื่อเขา และทำให้เขาเข้าใจมากขึ้นว่าเขาต่อต้านและตัดสินพระเจ้าทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพระองค์เป็นใครและเป็นอย่างไร ขอบคุณพระเจ้าค่ะ

อัจฉรา ศิริวัฒน์

เจ้าหน้าที่มูลนิธิคีรีทัศน์

I and my family we used to opposed God in every way. Especially, my family, they never liked to hear anything about God. I lived in Chiang Rai and I moved here in Chiang Mai to study. I also never liked to hear about God but then one day God worked in my heart and I received Jesus Christ into my life because He is good to me. I tried to share the gospel with my family many times, it never worked. They scolded at me and chased me away. I tried many creative ways to bring the word of God home, put tracts around the house and the Bible near their beds. They never picked them up to read. When I received Christ into my life, I also came to understand that God Himself and the only power of His word could work in people’s heart and bring the change into life like mine. But how could I bring that power into my family’s heart since the faith comes from hearing the gospel. I found Mega voice. I played all day when I got back home hoping that my family would hear it and become understood. It’s been a while now that the word of God worked in their hearts and I knew that they understood more. Now, my grandmother opened more to the gospel. The word of God brought the new understanding about God who they misunderstood for a long time. They come to understand now that they opposed God whom they did not know what He was like, what He did and why. I thank God for the Mega voice.

Atchara Siriwatt

Chiang Mai Asia Biblical Theological Seminar Staff

ใส่ความเห็น

Filed under ไม่มีหมวดหมู่

คำพยานชีวิตณัฐเรื่องเมกกะวอยซ์ Nut’s Mega Voice Testimony

ผมได้ ให้เมกกะวอยซ์กับพ่อ พ่อของผมเป็นคริสเตียนใหม่และยังไม่เข้าใจเรื่องพระเจ้า เมกกะวอยซ์มีส่วนช่วยให้พ่อจากคนที่ไม่ใส่ใจในพระวจนะของพระเจ้าและไม่ยอม อธิษฐาน ได้มาถึงความเชื่ออีกระดับหนึ่ง พ่ออธิษฐานและเปลี่ยนเป็นคนละคน พ่อเข้าใจพระเจ้าและพระคัมภีร์มากขึ้น ขอบคุณพระเจ้าสำหรับเมกกะวอยซ์

ณัฐ สภานันท์

เจ้าพนักงานบริษัทซานโกะอีเล็คทรอนิคส์

I gave a mega voice to my father. My father is a new believer and he does not know anything about God and the Bible. Mega voice helps my father to know more about Him. My father did not like to pray and he did not like to study the Bible at all. Mega voice helps my father to grow more and brings him a whole new level of faith. He hungers for God and His word more now. I thank God for Mega voice.

Nut Supanun

SANKO Electronics (Thailand) CO.,LTD. Employee

ใส่ความเห็น

Filed under ไม่มีหมวดหมู่

คำพยานชีวิตจินเรื่องเมกกะวอยซ์ Jin’s Mega Voice Testimony

ดิฉัน พยายามประกาศกับครอบครัวมานานพอสมควรและทุกครั้งที่เล่าเรื่องเหมือนผู้คนใน บ้านไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่ฉันพยายามจะสื่อ ฉันและครอบครัวอยู่ไกลกันมากพอสมควรจึงเป็นการลำบากที่จะเดินไปมาเพื่อ ประกาศข่าวประเสริฐกับทุกคน ประกอบกับครอบครัวอยู่อย่างกระจัดกระจายจึงไม่สามารถเดินไปโน่นมานี่ในเวลา พักเรียนอันสั้นได้ เมกกะวอยซ์สร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ให้ยายของฉัน ฉันได้ให้เครื่องนี้กับยายเมื่อปีกรายยายตื่นเต้นร้อนรนกับการได้ฟังพระวจนะ มาก ยายมีคำถามมากมายเกี่ยวกับเรื่องพระเจ้า และเมกกะวอยซ์มีคำตอบให้กับยายโดยที่ยายเข้าใจเรื่องมากกว่าที่ตัวฉันเล่า เสียอีก ยายทำนาจึงไปทำงานทุกวันก็ได้นำเมกกะวอยซ์ติดตัวไปด้วยเสมอและเปิดฟัง พระเจ้าทรงทำงานในยายอย่างมาก เมื่อไม่นานมานี้ยายโทรศัพท์หาฉันแล้วบอกให้ฉันอธิษฐานเพื่อคนในครอบครัว ฉันขอบพระคุณพระเจ้ามากที่เมกกะวอยซ์ได้ทำหน้าที่เป็นทางเลืกที่ดีในการ ประกาศข่าวประเสริฐกับครอบครัว

จินตรา พรหมสุวงษ์

นักศึกษามหาวิทยาลัยพายัพ

I tried to share the gospel with my family for a long time but every time I share, they did not seem to understand me at all. We live far away from each other, it is very hard to go back home to share the gospel with them. I go back home not so often, so what I shared them the last time they already forgot then I have to bring the beginning up again. Also, my family does not live together, they all are in different places. It is very hard to go to places in a school short break. I thank God for the Mega voice that brings new change to my grandmother’s whole life. I gave a Mega voice to my grandmother and she was so excited about it. She listens to it everyday and brings new questions about God to me. She understands the Bible more clearly than I ever shared with her several times. She is a farmer, everyday she would bring the Mega voice with her to the farm. The bible has the answer for her daily life. God works in her heart. Recently, she gave me a call asking me to pray for our family. I thank God for the Mega voice being the best choice for me to share the gospel with my family.

Jintara Pormsuwong

Payap University Student

ใส่ความเห็น

Filed under ไม่มีหมวดหมู่