คำพยานชีวิตข้าวฟ่าง KaoFang’s Testimony

ผมชื่อธีรพงษ์ เรือนนิ้ว ชื่อเล่น ข้าวฟ่าง อายุ 25 ปี ผมจบจากโรงเรียนสันกำแพง ผมเป็นคนแรกในครอบครัวที่เชื่อในพระเจ้า ตอนที่ผมเป็นเด็กผมไม่ชอบอ่านหนังสือ ผมเป็นคนเกเร โดนเพื่อนแกล้งบ่อยๆ ผมเป็นเด็กที่อ่อนแอเพื่อนแกล้งบ่อยๆทำให้ผมทนไม่ไหว ผมโต้ตอบเขาไม่ได้
เพราะ ว่าผมตัวเล็ก พอผมโตขึ้นผมก็เริ่มร้ายขึ้นเรื่อยๆ พอผมอายุ 17 ปี ผมก็เป็นแกงค์แกล้งเด็กในตัวเมืองเชียงใหม่ มีคนเคยเล่าเรื่องพระเจ้าให้ผมฟังแต่ผมไม่เชื่อเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่อง โกหกเป็นแค่เรื่องหลอกเด็กให้ไปโบสถ์ให้กินขนมฟรีเยอะแยะ ผมเชื่อว่าของฟรีไม่มีในโลก เขาต้องหวังผลแน่นอน หลังจากนั้นประมาณ 4-5 เดือน ผมฝันเห็นภูเขาที่มีคนเดินขึ้นไปเป็นแถวยาวมากมาย จนทำให้ผมตกใจเมื่อเห็นคนเหล่านั้น ผมกลัวมากเพราะว่ามันเหมือนจริงเหลือเกิน บางคนที่เดินขึ้นไปไม่มีขา หรือแขน หรือบางคนก็เลือดเต็มตัว พอผมเดินเข้าไปก็มีคนแก่คนหนึ่งถามว่า “มาที่นี่ทำไม” แล้วคนแก่ที่ถามผมก็ยื่นมีออกมาว่า “เจ้าต้องมีบัตรนี้ค่อยเข้าไปได้” พอ ผมเดินล่วงหน้าเข้าไปก็มีคนเฝ้าหน้า ประตูสองคน ผมชำเลืองเข้าไปกลับมองเห็นสิ่งต่างๆที่สวยงามมาก และคนที่ไม่มาบัตรผ่านก็ถูกผลักลงไปจากเขา พอถึงตาผมจะเข้าไปผมก็โดนผลักลงเขาไปจนทำให้ผมสะดุ้งตื่น ผมฝันเรื่องเดิมๆติดต่อกัน3 วัน ผมขบคิดเรื่องความฝันมาตลอดเพราะว่ามันเป็นฝันทื่เหมือนจริงมาก

 

I am Khaofang Ruen-neu, my nickname is Khaofang. I am 25 years old. I came from Samkampaeng School. I am the first person in family who believe in Christ. When I was young I didn’t like to read. I was naughty. My friends teased me often, and I could not fight back becuase i was too small. When I was 27, I became worse, I turned to tease kids in Chiang Mai town. I have heard about God before but I didn’t believe. I thought that it’s only a lie to eat snack at the church. I think no free gift, they must need something back. 4-5 months later, I dreamed about the mountain. And there were many people on the mountain, and it was a long line. I was scared. I saw some people had no leg, or arm and some people had blood all over their bodies. When I was about to enter the gate, there was an old man come to me and ask “What are you doing here?” Then the old man show me his hand and said “You have to have this ticket, so you can enter to the gate” And I walked away from the old man, and I saw two men in front of the gate. I looked throgh them and I saw that such beautiful things behind the gate. For people that didn’t have a ticket, they felt down from the mountain. When I was going to enter, I felt from the mountain. It scared me, so I woke up. I kept dreaming about this for 3 days. I had been thinking about this for many days because it looked very real.

Advertisements

ใส่ความเห็น

Filed under ไม่มีหมวดหมู่

คำพยานชีวิตของขวัญ KongKwan’s Testimony

คำพยานชีวิตของขวัญ

ข้าพเจ้า ชื่อ นางสาวณิชาภัทร เจษฎาพันธ์ ชื่อเล่นชื่อ ของขวัญ ขวัญเกิดมาในครอบครัวพุทธศาสนา จึงได้มีโอกาสเข้าวัด ตักบาตร ทำบุญ อยู่บ่อยๆ แต่เนื่องด้วยว่า ข้าพเจ้าได้เข้าเรียนโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย ตั้งแต่อนุบาล 3 ซึ่งนับมาถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 13 ปี ซึ่งโรงเรียนของข้าพเจ้านั้นเป็นโรงเรียนคริสต์ ข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาสเรียนรู้และรู้จักกับพระเจ้าตั้งแต่เด็กๆ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าโบสถ์ที่โรงเรียนทุกอาทิตย์ ได้ท่องพระคัมภีร์ประจำสัปดาห์ทุกวัน ได้เรียนวิชาไบเบิ้ลตอนประถม ได้เข้าแอดติก(ฟังคำเทศนา)ตอนมัธยม ได้ชมละครของ CCI(สถาบันคริสต์เตียนนิเทศสัมพันธ์) เป็น ประจำทุกปี และ ได้อธิฐานทุกครั้งหลังเคารพธงชาติ ถึงกระนั้นด้วยความที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าก็ทำทุกอย่างโดยไม่ค่อยจะได้ใส่ใจอะไรมากนัก อย่างเวลาโรงเรียนให้ก้มหัวลงอธิฐาน ก็ทำตาม แต่ก็แอบแหย่เพื่อนบ้าง คุยบ้างเล่นบ้าง โรงเรียนให้ท่องข้อพระคัมภีร์ ก็ท่องไปอย่างนั้นไม่ค่อยจะจำสักเท่าไหร่ ท่องวันนี้พรุ่งนี้ลืม แต่ถามว่าตอนเด็กๆนั้น ข้าพเจ้าเชื่อหรือไม่ว่าพระเจ้ามีจริง ข้าพเจ้าขอตอบว่าข้าพเจ้าเชื่อแต่ด้วยความที่ยังเด็กอย่างที่บอก จะให้ไปขอพ่อกับแม่ว่าลูกอยากเปลี่ยนศาสนานะ จะไปนับถือศาสนาคริสต์แล้วพ่อกับแม่ก็คงจะไม่ให้ ยังไงก็ยังจะต้องไปเข้าวัด ไหว้พระทำบุญเวียนเทียน ฯลฯ อยู่ดี ตอนมัธยมข้าพเจ้าเคยรับเชื่อครั้งหนึ่ง หลังจากที่ได้ดูละคร CCI (สถาบันคริสต์เตียนนิเทศสัมพันธ์) หลายคนคงอาจจะงงว่า CCI คืออะไร CCI ก็ คือกลุ่มของพี่ๆคริสต์เตียนที่มาประกาศพระกิตติคุณของพระเจ้าโดยผ่านการ แสดงละคร การเต้น และการร้องเพลง ซึ่งละครก็จะแสดงเรื่องของพระเจ้า พระเยซู หรือไม่ก็คำพยานชีวิตจากหลายๆคนหลายๆสถานการณ์ หลังจากที่ได้รับชมละครเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์เต็มวันสุดท้ายของการแสดงก็จะ ให้คนที่อยากจะรับเชื่อ อยากจะรับพระเจ้าเข้ามาในชีวิตแยกออก

มา แล้วก็จะมีพี่ๆมารับและนำคนที่ออกมานั้นไปรับเชื่อพระเจ้า ครั้งนั้น ด้วยความเชื่อที่ก็มี บวกกับความขี้เกียจคาบถัดไป และอยากตามเพื่อน ข้าพเจ้าก็ออกไปรับเชื่อ แต่ครั้งนั้นมันคงยังไม่ถึงเวลาที่แท้จริง หลังจากรับเชื่อข้าพเจ้าก็ทำตัวเหมือนปกติไม่ได้ไปหาพี่เลี้ยง ไม่ได้อธิฐาน ก็ยังเข้าวัดทำบุญ ทำศาสนพิธีทางพุทธศาสนาเหมือนเดิม เพราะข้าพเจ้าได้ไปบอกพ่อกับแม่ พ่อกับแม่ก็บอกว่าทุกศาสนาสอนให้ทุกคนเป็นคนดี ครอบครัวเราก็ครอบครัวพุทธ ลูกจะไปเป็นคริสต์คนเดียวจะได้อย่างไร และช่วงเวลานั้นข้าพเจ้าก็กำลังยุ่งกับการที่จะต้องสอบเข้ามัธยมศึกษาปีที่ 4 ของ โรงเรียน ซึ่งต้องมีการสอบเข้า ถ้าคะแนนไม่ถึงก็ต้องย้ายที่เรียนข้าพเจ้าจึงต้องใช้เวลาตอนเที่ยงทำการบ้าน และอ่านหนังสือและใช้เวลาอยู่กับเพื่อน เพราะเพื่อนๆบางคนอาจจะต้องย้ายโรงเรียนไป นั้นก็เป็นเหตุที่ทำให้ข้าพเจ้าถอยห่างออกมาจากพระเจ้า พอมาถึงตอนมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็น วัยที่ทุกๆคนจะต้องปวดหัวกับการที่จะต้องไปสอบเข้ามหาลัย ซึ่งข้าพเจ้าก็เป็นหนึ่งในนั้น ข้าพเจ้าเครียดและกระวนกระวายในการจะสอบ ในการจะเลือกมหาลัย ในการจะเลือกคณะที่จะเรียน แต่แล้วข้าพเจ้าก็มีโอกาสได้ดูละคร CCI มี โอกาสได้รับฟังเรื่องของพระเจ้า ได้ฟังคำพยาน และได้มีโอกาส ออกมารับเชื่ออีกครั้ง การออกมาครั้งนั้นคงได้รับการดลใจจากพระเจ้า ข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งใจจะออกมาอย่างจริงจัง แต่การออกมาครั้งนั้นก็ได้ทำให้ข้าพเจ้ารู้จักกับพี่แอ๊ปเปิ๊ล และรับเชื่อในที่สุด ในวันที่ 19 สิงหาคม 2553 ถ้า จะถามถึงปัญหาทางบ้าน พี่เปิ้ลบอกว่าให้ลองอธิฐาน ก่อนที่จะเข้าไปคุยกับพ่อกับแม่ ข้าพเจ้าก็ทำตามที่พี่เปิ้ลบอก พอไปคุยกับพ่อกับแม่ พ่อกับแม่ก็ยอมโดยไม่น่าเชื่อ ข้าพเจ้ารู้สึกประหลาดใจมาก แต่ก็ต้องขอบพระคุณพระเจ้าจริงๆ ถ้าวันนั้นพ่อกับแม่ของข้าพเจ้าไม่ยอม วันนี้ข้าพเจ้าก็คงจะไม่ได้มีโอกาสมาเข้าโบสถ์ ไม่ได้โอกาสมาร่วมงานต่างๆ และที่สำคัญคงไม่ได้มารู้จักกับพี่ๆและทุกคนที่นี่ และคงไม่ได้มายื่นอยู่ตรงนี้วันนี้ หลังจากรับเชื่อข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาสได้มาเรียนพระคัมภีร์กับพี่เปิ้ล ได้ไปเข้ากลุ่มเซล ได้มาโบสถ์ ได้ร่วมกิจกรรมหลายๆอย่างกับโบสถ์เช่นการจัดงานคริสต์มาส และได้มีโอกาสไปประกาศกับคนอื่นๆ นั้นทำให้ข้าพเจ้ามีความสุขและได้รับประสบประการณ์หลายๆอย่างมากมาย หลังจากที่ข้าพเจ้าได้รับเชื่อนั้น หลังจากนั้นอีกไม่นาน ข้าพเจ้าก็รู้ตัวว่าข้าพเจ้าอยากเรียนคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ซึ่งในประเทศ ไทยมีเปิดสอนอยู่ 2 ที่ คือ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ์ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ข้าพเจ้าเลือกที่จะสอบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจจะเพราะว่าเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงกว่าและเป็นแห่งแรกที่เปิดสอนขณะนี้ ในวันที่ข้าพเจ้าไปสอบ ข้าพเจ้ากระวนกระวาย และเครียดเป็นอย่างมาก หนังสือก็ยังอ่านไม่เสร็จ ความรู้ยังมีไม่พร้อมจะทำอย่างไรดี ระหว่างที่ข้าพเจ้านั่งรถไปลงไปกรุงเทพเพื่อนที่จะไปสอบ ก่อนนอนข้าพเจ้าก็หยิบพระคัมภีร์ขึ้นมาอ่าน เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่าพระเจ้าจะคุยกับเราผ่านพระคัมภีร์ ข้าพเจ้าได้อ่านเจอพระคัมภีร์ที่กล่าวว่า “จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงท่านทั้ง หลาย”และข้อพระคัมภีร์ที่ว่า “เหตุฉะนั้นอย่ากระวนกระวายถึงพรุ่งนี้เพราะว่าพรุ่งนี้คงมีการกระวนกระวาย สำหรับวันพรุ่งนี้เอง แต่ละวันก็ทุกข์พออยู่แล้ว” นั้นทำให้ข้าพเจ้าสบายใจและรู้สึกดีมากขึ้น เมื่อถึงวันสอบข้าพเจ้าได้แต่เฝ้าอธิฐาน จะสอบนั่งที่โต๊ะสอบก็อธิฐานขอการทรงนำ ทุกการกระทำทุกความคิด และทุกอย่างที่มาจากพระองค์ ถ้าที่นี่คือที่พระองค์ทรงเห็นว่าดีและเหมาะสมสำหรับลูกก็ขอให้ลูกสอบติด ด้วย และแล้วในที่สุด วันประกาศผลการสอบก็มาถึง ช่วงเวลาที่เฝ้ารอผลการสอบข้าพเจ้าเฝ้าอธิฐานไม่เว้นแม้แต่วันเดียว ข้าพเจ้าสอบติดคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ อย่างที่หวังและตั้งใจ จากคน สามพับกว่าเกือบสี่พัน ข้าพเจ้าเป็น 1ใน 154 คน ที่ได้เข้าเรียน ขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้าจริงๆ ชีวิตของขวัญนั้นอาจจะไม่ได้เลวร้ายอะไรมากมาย แต่ก็นับว่าได้รับการอวยพระพรอย่างไม่น่าเชื่อ ขวัญได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำ ได้รับการตอบรับและการอวยพระพรทุกครั้งที่ก้มหัวลงแล้วอธิฐาน ขอบคุณพระเจ้าที่อยู่เคียงข้างขวัญ ขอบคุณพระเจ้าที่คอยดูแลขวัญ ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงโปรดเรียกและเลือกให้ขวัญได้มารับเชื่อพระองค์ ของขวัญรักพระเจ้าคะ !

My name is Nichaphat Jesadapan. My nickname is KhongKhan. I was born in a Buddhist family and practiced every Buddhist ritual with my family. I went to Prince Royal College since I was a kindergarten student. It has been 13 years since then. My school is a Christian school, so I had to join Christian activities that the school provided for all students. I attended Church every Sunday. I memorized scriptures and I also joined the Bible class. There were chapel services that I had to attend when I was in primary school and the evangelistic drama team called CCI came and shared the gospel with songs and skits every year. We, students, had to pray and sai grace. All these activities that I joined, I never considered it spiritual but just things that I had to do to blend in or that it was just a religion things. Those things never went into my heart but I did believe that there was God. I prayed to receive Christ when I watched the CCI drama about the crucifixion of Christ once. I heard many people gave their testimonies of Christ changed their lives and why I needed Him. But my life was still the same or may be I did not sincerely receive Christ back then and my family didn’t approve my becoming a Christian so I gave up.

I was very busy when I was in 7th grade because I studied very hard to keep up with my friends. It has been like that for three years such that I stopped participating in Christian activities.

One day, the CCI team came back again with the salvation skit about Christ. I was in the last year of high school. I was very stressed and worried that I wouldn’t be able to get in a good college. While I was attending the CCI event, Again, I heard about God, Christ, His love, grace and mercy. I felt the conviction there to make a decision to follow Christ with all my heart. That was the first time that I felt I sincerely received Christ as my Savior and Lord.

That event led me to know P’ Apple. She led me to receive Christ on August 19th, 2010. I shared with her about my problem that I wanted to be a Christian and I did not want to worship idols anymore but I was afraid that my family wouldn’t approve. She advised me to pray and asked God to work in my family so that they might accept my belief. God showed me His wonderful and almighty work when I walked up to tell my parents. they accepted it as if they had never rejected it before. I thank God for this very much because of my family’s acceptance I was able to attend Sunday services, prayer meetings and all.

After that I had a chance to study the Bible with P’ Apple. I learned to love God and people. I went to the cell groups. I learned to witness during a Christmas event. I became a very happy girl.

God taught me not to worry during the exams. I needed to get in to a good college and applied for the major that I loved, social science. I was very worried and stressed. While I was traveling to do the exam, I opened the Bible and God spoke to me in 1 Peter 5:7 ESVcasting all your anxieties on him, because he cares for you. And in Matthew 6:34 “Therefore do not be anxious about tomorrow, for tomorrow will be anxious for itself. Sufficient for the day is its own troubles. Those verses I never knew before. I felt peace in my mind and that was the first time in my life that I believed I could trust God and leave this thing into His hand.

God answered my prayer. I got into the specific college that I asked for. While all thai students all over the country fought for this place, and I knew that I was not better than them, God put me there.

I know from now on that God would be first in my life. I would trust Him with my life. I commit myself to Him to lead me and change me to be the kind of person He wants me to be.

ใส่ความเห็น

Filed under ไม่มีหมวดหมู่

คำพยานชีวิตเจ Jay’s Testimony

คำพยานชีวิตของเจ

ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวคริสเตียน ซึ่งคุณแม่เป็นคริสเตียน แต่คุณพ่อไม่ได้เป็นคริสเตียน ข้าพเจ้ามีโอกาสได้เข้าโบสถ์บางครั้งบางคราว จริงอยู่ที่ข้าพเจ้าเกิดมาในครอบครัวคริสเตียน แต่ความเชื่อทางฝ่ายจิตวิญญาณของข้าพเจ้านั้น ไม่มีการเติบโต กล่าวคือ ไม่มีการเฝ้าเดี่ยว ไม่มีการเข้ากลุ่มสามัคคีธรรม ไม่มีการอธิษฐาน และ ไม่ได้ไปโบสถ์ ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้า สำหรับพระเมตตาของพระองค์ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้มารู้จักกับพระองค์โดยการทรงนำ และแผนการของพระองค์ในชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจบจากโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนคริสเตียน ข้าพเจ้าเข้าเรียนในโรงเรียนนี้ตั้งแต่ชั้นอนุบาล 3 (พ.ศ.2541) โดย การใช้โควต้า คริสเตียน เข้าเรียน ชีวิตของข้าพระเจ้าในวัยเด็กก็เหมือน กับเด็กทั่วๆไป คือเรียนๆเล่นๆ ตามปะสาเด็ก นิสัยของข้าพเจ้าในวัยเด็กคือ ข้าพเจ้าเป็นคนสุภาพเรียบร้อย ไม่เกเร อยู่ในกฏระเบียบ ซึ่งนั้นก็เป็นส่วนที่ดีของข้าพเจ้า แต่ข้อเสียของข้าพเจ้านั้นก็มีคือ เป็นเด็กขี้อาย โกรธง่ายเวลาโดนแกล้ง ไม่กล้าแสดงออก ไม่มีความมั่นใจในตนเอง อีกทั้งยังขี้กลัวผีอีกด้วย การเรียนในช่วงปฐมศึกษานี้ มีวิชาหนึ่งที่ข้าพเจ้าชอบมากคือ วิชาจริยธรรม วิชานี้เป็นวิชาที่สอนเกี่ยวกับคริสตศาสนา สาเหตุที่ข้าพเจ้าชอบเพราะคุณครูใจดีและเรียนสบายแถมยังมีวีดีโอให้ดูอีก ด้วย ถัดมาตอนมัธยมต้นข้าพเจ้าได้เข้ากลุ่มนักเรียนคริสเตียนของโรงเรียนโดยการ ชักชวนของเพื่อนที่เป็นคริสเตียนด้วยกัน กลุ่มนี้จะมีการนัดหมายกันทุกๆเที่ยงครึ่งของวันศุกร์ มีการทำกิจกรรมกันกับรุ่นพี่รุ่นน้องและแบ่งปันข้อพระคัมภีร์ ซี่งสิ่งนี้ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มรู้จักกับพระเจ้ามากขึ้น ในทุกๆเช้าหลังเคารพธงชาติเสร็จจะมีการเข้าโบสถ์รับฟังการเทศนาทุกเช้า ข้าพเจ้าได้มีส่วนร่วมในการนำนมัสการคือนำร้องเพลง ตอนแรกข้าพเจ้าก็รู้สึกกล้าๆกลัวๆ แต่พอเริ่มทำนานๆเข้าความกลัวนั้นก็หายไป กลายเป็นความกระตือรือล้นที่อยากจะนำนมัสการ สิ่งนี้ทำให้ข้าพเจ้าอิ่มเอมในใจอย่างบอกไม่ถูก กล่าวคือ มีสันติสุขภายในจิตใจ ม.4เทอม2 (พ.ศ. 2551) ข้าพเจ้า ได้ไปโบสถ์โดยการแนะนำของเพื่อนที่เป็นผู้เชื่อใหม่ และได้ไปโบสถ์ทุกอาทิตย์ โบสถ์ที่ข้าพเจ้าไปเป็นโบสถ์เล็กๆ  มีจำนวนสมาชิกน้อยแต่ความเชื่อเข้มแข็งมาก คริสตจักรนี้ทำให้ข้าพเจ้าเติบโตทางฝ่ายจิตวิญญาณมากขึ้น และทำให้มีใจที่จะแสวงหาและติดสนิทกับพระเจ้ามากขึ้น ข้าพเจ้ารับเชื่อจริงๆตอนมัธยมศึกษาชั้นปีที่6  (พ.ศ.2553) โดย การซึมซับพระคุณของพระเจ้าที่ข้าพเจ้าได้รับในตลอดทั้งชีวิตที่ผ่านมา พอปีหนึ่งข้าพเจ้าได้ศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ข้าพเจ้าได้เข้าชมรมคริสตชนของมหาวิทยาลัยนี้ ชมรมนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้จักกับผู้คนใหม่ๆมากมาย

การที่ข้าพเจ้าได้ มารู้จักกับพระเจ้านั้นทำให้ชีวิตและนิสัยของ ข้าพเจ้าเปลี่ยนไปมาก กล่าวคือ ความโกรธง่ายที่ข้าพเจ้าเคยมีนั้นหายไป กลายเป็นความสุขมากกว่าเมื่อโดนแกล้ง ถัดมาคือ ข้าพเจ้ามีความกล้าแสดงออกมากยิ่งขึ้น จากการที่ได้มีส่วนในการนำนมัสการ ข้าพเจ้ามีความมั่นใจมากกว่าเดิมเมื่อมีการอธิษฐาน และการที่ได้พบปะกับพี่น้องธรรมมิกชนนั้น ทำให้ข้าพเจ้าได้ทำลายกำแพงใจของข้าพเจ้าลงซึ่งสิ่งนี้ทำให้ข้าพเจ้าไม่ ต้องอยู่ในโลกส่วนตัวคนเดียวตามลำพังอีกต่อไป ในอนาคต ข้าพเจ้าอยากจะมีเวลาให้กับพระเจ้ามากกว่าเดิมและทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อ ถวายเกียรติแด่พระเจ้า

I was born in a Christian family. My mother is a Christian. My father is not a Christian. I had chances to attend church sometimes. It was right to say I am a Christian. But my spiritual life did not grow. I did not do my quiet time, nor even attend a fellowship group, I did not pray and I did not go to church. I thank God for His mercy to lead me to know Him and His plan for my life.

I graduated from Price Royals Collage, it is a Christian school. I studied there since I was in kindergarten three (1998) through the Christian Quota program. When I was a child, I was just like any normal kid; studying and playing. My habits were childlike. I was polite, I was not stubborn. I followed the rules. These were my good points.

For my bad points, I was too shy, easily angered when I was teased. I did not dare to express my feelings, I had no confidence. I was scared of ghosts.

In my primary school, I liked my moral education class. It was about Christianity and other religions. One reason I liked the subject was a teacher was kind and there was a movie too.

When I was in a secondary school, I attended a Christian group at school. My friends invited me to join, they were Christians. For this group, we met at 12.30 on Friday. There were activities, and there someone shared a message from the Bible, through this, I knew God more.

Every morning after the school service, students had to attend chapel and listen to a sermon. I was a member of the worship team.

At first, I was so nervous, after a while I had more confidence; and I was enthusiastic leading worship. I was filled with the desire to lead in worship, I could not explain it. I had peace in my heart.

During the second semester of my 10th grade, (2007), my friend brought me to church. I attended church every week. It was a small church with a few members but strong in faith. Through the church, I grew spiritually. I sought for God more and I was closer to God.

I received God with my sincere heart, when I was in grade 12, (2010) through the grace of God for all my life.

I am now studying at Chiang Mai University. I attend a Christian Youth Group in the university. I have more new friends through the group.

After I met God, my life and my habits have changed. I am a new creation. I am not easily angered, I am happy to be teased. I have more confidence through being a part of leading worship. I have more confidence to pray and to meet all Christians there. My heart’s wall was destroyed, and I am no longer alone in this world. In the future, I would like to spend time with God more. I will do everything to honor God

ใส่ความเห็น

Filed under ไม่มีหมวดหมู่

คำพยานชีวิตจินตรา Jin’s Testimony

คำพยานชีวิตจินตรา

ดิฉันชื่อนางสาวจินตรา พรหมสุวงษ์ ชื่อเล่นชื่อจิน อายุ 19 ปี เกิดวันที่ 7 กุมภาพันธ์ มีน้องสาวหนึ่งคน ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยพายัพ คณะบริหารการโรงแรมและการท่องเที่ยว ชั้นปีที่ 2 เป็น คนเชียงราย ชีวิตก่อนที่จะมารู้จักกับพระเจ้าข้าพเจ้านับถือศาสนาพุทธมาก่อน ครอบครัวของข้าพเจ้าก็นับถือศาสนาพุทธเช่นกัน ดังนั้นก็ไม่แปลกที่ข้าพเจ้าจะไปวัดและกราบไหว้รูปเคารพต่าง ๆ คนในหมู่บ้านก็ไปวัดกราบไหว้รูปเคารพเหมือนกัน ทุกปีที่หมู่บ้านจะมีการสักการะใหญ่เพื่อนมัสการพระ และเมื่อตอนเป็นเด็กยายจะเอาลูกหลานไปฝากไว้กับพระหรือผี ยายจะฆ่าไก่เพื่อไปไหว้ผี และทุกครั้งที่มีใครไม่สบายก็จะต้องไปหาหมอผีเพื่อเรียกขวัญหรือแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวที่สมบูรณ์มีทั้งพ่อและแม่ พ่อเป็นพ่อที่ดีมากไม่สูบบุหรี่หรือกินเหล้าพ่อเป็นคนที่รักลูกมาก ตอนเด็ก ๆ ข้าพเจ้าเรียนอยู่ที่กรุงเทพจนอายุได้แปดขวบก็ย้ายมาเรียนที่เชียงรายใน โรงเรียนตัวจังหวัด ข้าพเจ้าอยู่คนเดียวมาตั้งแต่อายุ 12 ปี และพักอยู่ในหอพักนักกีฬาวอลเลย์บอลต้องอยู่คนเดียว ข้าพเจ้าเป็นนักวอลเลย์บอลของจังหวัดเชียงรายและข้าพเจ้าเล่นวอลเลย์บอลจน ถึงอายุ 16 ปี หลังจากนั้นได้ย้ายออกไปอยู่หอพักกับลูกพี่ลูกน้อง ข้าพเจ้าเป็นเด็กที่เอาแต่ใจและไม่เคยฟังความคิดเห็นของใครเลย ไม่ชอบฟังคำสอนของใคร แม้กระทั่งจากน้าหรือตาหรือยายก็ตาม ทุกครั้งที่กลับไปบ้านก็จะมีปัญหากับตาและยาย การที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ทำให้พ่อกับแม่ตามใจข้าพเจ้ามาก เมื่อข้าพเจ้าอยากได้อะไรพ่อแม่จะหามาให้เสมอ แม่ของข้าพเจ้าไม่เข้าใจข้าพเจ้ามากเราทะเลาะกันเสมอ เมื่ออายุได้ 17 ปี ข้าพเจ้าก็อยากลองสิ่งใหม่ ๆ เริ่มออกเที่ยวกลางคืน และกินเหล้าไม่สนใจเรียน เมื่อเรียนจบที่ดำรงราชสงเคราะห์ ได้มาเรียนที่พายัพก็ยังคงมีชีวิตเหมือนเดิม เที่ยวกลางคืนและไม่สนใจเรียน จนวันหนึ่งได้ไปชั้นเรียนของสัปดาห์การฟื้นฟู ได้เจอ พี่แอ๊ปเปิ้ล พี่ฝน พี่เกติ์ และอาจารย์ ได้เข้ามาในชั้นเรียนเล่าเรื่องพระเจ้าให้ฟัง และประชาสัมพันธ์การสอนภาษาอังกฤษฟรีด้วย ตอนนั้นข้าพเจ้าสนใจแต่อยากจะเรียนภาษาอังกฤษเท่านั้น เมื่อวันแรกที่ได้เข้าไปเรียนที่อีอาร์ซีได้เรียนกับพี่ปานและพี่แอ๊ปเปิ้ล และได้ไปอย่างต่อเนื่องและวันหนึ่งพี่ฝนได้ชวนไปนมัสการพระเจ้าที่บ้าน อาจารย์แนท ข้าพเจ้าได้อยากจะรู้จักพระเจ้ามากขึ้นและมีคำถามมากมายว่าพระเจ้าเป็นใคร ทำไมต้องมาตายแทนเรา พระเจ้ามีจริงหรือไม่ และได้ตั้งคำถามเหล่านั้นกับพี่เกติ์ด้วย และเมื่อมีครั้งหนึ่งหนึ่งพี่ ๆ สิงคโปร์ ซินเธียและเกวนได้มาพักอยู่ที่หอพักด้วยและได้สังเกตชีวิตของเขา ทุกเช้าเขาตื่นขึ้นมาอธิษฐาน จนกระทั้งวันหนึ่งข้าพเจ้าอยากจะรู้จักกับพระเจ้า พี่แอ๊ปเปิ้ลได้นำข้าพเจ้ารับเชื่อตอนเดือนพฤศจิกายน 2003 ตอน

แรก เมื่อรับเชื่อชีวิตก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่มีวันหนึ่งที่อยากมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงและพระเจ้าได้เปลี่ยนแปลงชีวิต ข้าพเจ้า เมื่อชีวิตได้หยุดเที่ยวกลางคืนดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ ชีวิตเริ่มมีความหมายและมองเห็นคุณค่าและเคารพผู้อื่นมากขึ้น ข้าพเจ้าเลิกที่จะทะเลาะกับตายาย และใส่ใจชีวิตคนอื่นมากขึ้น พระเจ้าได้มาเข้าในชีวิตได้พบความรักและสันติสุขมากจากพระเจ้าและรู้ว่าพระ เจ้าจะไม่ทอดทิ้งหรือละเลยชีวิตของข้าพเจ้าอีกเลย และการอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของข้าพเจ้า เมื่อแพทย์ได้บอกว่าพบเนื้องอกข้างหลังของพ่อ และข้าพเจ้ากลัวมากเพราะแพทย์บอกว่ากลัวว่าจะเป็นมะเร็ง ในเวลานั้นข้าพเจ้าร้องไห้เสียใจมากมาก และมีพระสัญญาของพระเจ้ามาถึงในพระวจนะของพระเจ้าว่า ความรักของพระเจ้าเข้ามาทำงานในใจของข้าพเจ้าอย่างล้นเหลือ1 ยอห์น 5:14-15และ ​นี่​คือ​ความ​มั่นใจ​ที่​เรา​มี​ต่อ​พระ​องค์ คือ​ถ้า​เรา​ทูล​ขอ​สิ่ง​ใด​ที่​เป็น​พระ​ประสงค์​ของ​พระ​องค์ ​พระ​องค์​ก็​ทรง​โปรด​ฟัง​เรา​ และ ​ถ้า​เรา​รู้​ว่า ​พระ​องค์​ทรง​โปรด​ฟัง​เรา เมื่อ​เรา​ทูล​ขอ​สิ่ง​ใดๆ เรา​ก็​รู้​ว่า​เรา​ได้รับ​สิ่ง​ที่​เรา​ทูล​ขอ​นั้น​จาก​พระ​องค์​ พระเจ้าหนุนใจข้าพเจ้าในข้อนี้ และสองสัปดาห์ข่าวมาจากแม่ว่าแพทย์พบว่าก้อนเนื้อนั้นไม่ใช่ก้อนเนื้อร้าย ข้าพเจ้าตื่นเต้นยินดีอย่างมาก และซาบซึ้งในพระคุณของพระเจ้าอย่างยิ่ง ขอบพระคุณพระเจ้าค่ะ

My name is Jintara Pormsuwong. My nickname is Jin. I am 19 years old and I was born on February 19th. I have a younger sister. I am second year student at Payap University. I am majoring in Hotel and tourism management. I am form Chiang Rai. Before I come to know God, I was a Buddhist and so was my family. I practiced every Buddhist ritual as my family did. Everyone in my village is Buddhist. I went to the temples and worshiped idols. Every year, we have a special ritual that everybody will gather together to worship the spirits. My grandmother used to bring me to the temple and spiritually gave to the idols as their daughter. If anything happens to the people in the village, sickness or problems, they will run to the medium of the village to do animal sacrifice to the ghosts for them.

I was born in a good family and my father is a good father. He loves us very much. He never drinks, smokes nor does any bad things. When I was young, I went to a school in Bangkok until I was eight years old I came back to my hometown to study there, a city school. Since I was 12 years old, I lived alone in a dormitory. I was a volley ball player, I played for the city back then. when I was 16 years old, I moved out from the dormitory to stay with my cousin.

I was a very strong willed and disobedient child. I never liked to be told what to do. Every time I went back home, I would have an argument with my grandparents. My parents always give me what I wanted. I always had an argument with my mother too.

When I was 17 years old, I wanted to try everything new. I started to hang out with up all night, drink and skip classes. After high school, I went to Payap university but my life wasn’t changed at all. I kept doing what what I did. Until one day, at Payap university, there was an event called “Revival Week”. There were ERC (English Resource Corner) staff, P’ Gade, P’ Fawn, P’Apple and Arjarn Nathaniel came in my class shared us the gospel. They also told us to come join the English club because they had free English classes. I was only interested in learning English. I went to join and learned English there with P’ Parn and P’Apple. Later on, P’ Fawn asked me to join the worship service at Aj. Nate’s house. I wondered why these people worship God and I would like to know more about Him. I had many questions in my mind from that day, if God really exits, why He died for me and who He is.

There was a Singapore friends came and lived in my dormitory, Gwyneth and Cynthia. As they lived day by day, I observed that they prayed and praised God. I decided to be a Christian. P’Apple led me to Christ. At first, my life hasn’t changed at all. I still hung out up all night, drank and smoke. I started to realize that I didn’t want to live like this and I wanted to change. I prayed and God changed my life. I stopped doing those things and committed myself to Christ since then.

My life began to change and I saw myself caring for others. I stopped arguing with my mother and my grandparents. I started to take care of them and be a good daughter and granddaughter. God’s love and grace overwhelmed me and I was very grateful.

God marvelously answered my prayer when we found out that my father had a lump on his back. The doctor suspected that it might the bad one, cancer. I cried to God and prayed with tears. God comforted and encouraged me in 1 John 5:14-15ESVAnd this is the confidence that we have toward him, that if we ask anything according to his will he hears us. And if we know that he hears us in whatever we ask, we know that we have the requests that we have asked of him. Two weeks later, I got the news from my mother that it wasn’t a cancer. We felt relief. I was very certain that day that God is almighty and He will never leave me.

ใส่ความเห็น

Filed under ไม่มีหมวดหมู่

คำพยานชีวิตณัฐ Nut’s Testimony

คำพยานชีวิตณัฐ

ปลายเดือนมกราคม 2550 ได้ ตัดสินใจรับเชื่อพระเจ้าโดยพี่นิค ได้เป็นคนนำรับเชื่อ ก็เคยได้ยินเรื่องพระเจ้ามาบ้างในสัมยตอนเรียนอยู่ที่โรงเรียนเพราะเป็น โรงเรียนคริสเตียน ได้มีกลุ่ม CCI มีประกาศทุกๆปีแต่ไม่เคยรู้การรับเชื่อคืออะไรก็ไม่ได้ตัดสินใจรับเชื่อใน ตอนนั้น พอได้เข้ามหาวิทยาลัยพายัพในช่วงเดือนมกราคม ปี2550 ก็ มีค่ายของคริสเตียนที่พาไปเที่ยวงานพืชสวนโลก เพื่อนที่เป็นคริสเตียนที่มหาวิทยาลัยก็ได้ชวนไปด้วยตอนแรกก็ไม่อยากจะไปสัก เท่าไหร่เพราะว่าเคยไปมาแล้วหลายรอบ หลายๆคนก็บอกไปเถอะๆ ก็ได้ตามไปด้วย แต่ที่ไปในวันนั้นก็มีความสุขกว่าที่ได้ไปเองมากรู้สึกดี รู้สึกถึงการเป็นห่วงกันเอาใจใส่กัน อีก 2 วันถัดมา พี่นิคได้เข้ามาชวนรับเชื่อที่ห้อง Erc โดย แนะนำให้รู้จักกับอาจารย์แนท และพี่เกตุ และในอาทิตย์ถัดมาก็ได้ไปโบสถ์ครั้งแรก โดยจิ๊บพาไปที่โบสถ์นครพิงค์ และมีพี่นิคติดตามในช่วงแรก มีการสอนพระคัมภีร์ เบืองต้นให้เรารู้จักพระเจ้าในพื้นฐาน หลังจากนั้นก็ได้เรียนพระคำภีร์เข้าร่วมกลุ่มอนุชนในโบสถ์และทุกวันอาทิตย์ ตอนบ่ายจะมีกิจกรรมสอนพระคำภีร์ เล่นเกมส์กับเด็กที่หมู่บ้านโป่งน้อยและในช่วงนั้นได้รับใช้เกี่ยวกับการทำ หนังสือ Reson Why พอตอนประมาณช่วงปี 3 ก็ไม่ค่อยได้ไปโบสถ์เป็นเวลา 4-6 เดือน อาจารย์แนทก็ได้ติดตามในช่วงนั้นและสอนพระคัมภีร์ให้แล้วก็ได้มีอุบัติเหตุ รถมอเตอร์ไซค์เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่อุบัติเหตุในครั้งนั้นมีแค่รอยแผลนิดๆ ที่ติดตัวมาตั้งแต่วันนั้น แต่ก็ยังไม่ได้จริงจังกับพระเจ้ามากเท่าไหร่ พอในตอนปี 4 ก็ได้มีโอกาสไปช่วยสร้างโบสถ์ เป็นเวลา 4-5 เดือน ก็เริ่มรู้ถึงการอวยพรของพระเจ้า ในการสร้างโบสถ์ก็มีการทดลองหลายๆ อย่างเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน เรื่องคน ในช่วงนั้นก็มีการทดลองกับตัวเองเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องแฟน ที่กำลังเลิกกันก็มีบ้างที่ท้อใจ แต่ขอบคุณพระเจ้ามีเพื่อนๆ ที่คอยห่วงใย มีอาจารย์แนทที่ ให้คำปรึกษา และทำในเดือน พฤศจิกายน ผมได้เข้าเรียนภาษาญี่ปุ่น แต่เริ่มจริงจังกับพระเจ้ามากขึ้น ได้เห็นถึงการอวยพระพรไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน เรื่องการชิดกับพระเจ้า และเริ่มรู้สึกถึงการเติบโตขึ้น ในขณะนี้ก็ได้มีภาระใจเกี่ยวกับพันธกิจ MegaVoice ที่จะเป็นอีกพันธกิจหนึ่งที่จะช่วยให้คนได้เข้าถึงพระเจ้าได้ง่ายขึ้น

ก่อน มารู้จักพระเจ้าและช่วงที่ยังไม่ได้จริงจังกับพระเจ้า ก็รู้สึกว่า ตัวเองยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก ยังไม่ได้รับรู้ถึงการที่พระเจ้าจะใช้หรือว่าสอน และไม่เข้าใจพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง ก็ได้แต่อธิฐานของอย่างเดียวโดยไม่ได้ฟังการบอกของพระเจ้าเลยก็ทำให้เข้าสู่ การทดลองหลายๆ อย่างไม่ว่าจะการซื่อสัตย์กับพระเจ้าทำให้เริ่มเบื่อการเข้าโบสถ์ การอ่านพระคัมภีร์ ที่เริ่มไม่อยากอ่าน เป็นต้น

หลังจากที่ได้จริงจัง กับพระเจ้ารู้สึกถึงการอวยพรแล้วการที่พระเจ้าได้ตอบคำอธิษฐานรู้สึกถึงการ ที่พระเจ้าได้ใช้มากขึ้น และก็ทำให้ตัวเองสัตย์ซื่อกับพระเจ้ามากขึ้น และได้คิดถึงคนอื่นๆ มากขึ้นเข้าใจคนอื่นมากขึ้น

At the end of January 2007, I decided to receive Christ led by Nick. Actually, I have heard the good news before that when I studied in school because I studied in a Christian school. There was the CCI Team sharing the gospel in each year, but I did not receive Christ at that time. But when I entered to Payap University, and there was a Christian camp and the camp was at the Royal Flora Garden. There was a Christian friend asked me if I wanted to join. I did not want to go because I have been there many times already, buy many said I should go so I decided to go. I was happy to go there by myself, and I felt that everyone cared for one another.

For days later, Nick asked me to come to ERC (English Resource Corner), I received Christ there and he introduced me to Archan Nat and P’Kate. A week later, I attended a church for my first time. Jib, my friend, took me to Nakornping Church. P’ Nick was the one who taught me about basic Christian life and the Bible. After that, I joined a Bible class with a youth group at church on every Sunday afternoon. Also, there were Bible class and games with kids in Pong- noi Village. At that time, I served the LORD as I helped to design the book’s cover The reason why

However, three years later, I did not attend a church much. And about 4-6 months, archan Nat followed me up and taught me the Bible. At that time, I had a motorbike accident, but I hurt a little bit with a small injured. Still, I did not follow God and took it seriously.

And the fourth year, I had an opportunity to help building a church for 4-5 months, I saw God’s blessings, meanwhile many testing came; financial problem and relationship with people and also a testing about my study. Also, I broke up with my girlfriend, I felt down; but I praised God. There were friends who cared for me and understood me and there was archan Nat who gave me some advice.

In November, I decided to study Japanese and I faithfully followed God more. I noticed that God blessed me on my study and my relationship with Him. I knew that I grew up more in God.

And now I have a burden of helping on Mega-Voice. It is a mission that helps people to get closer to God easier.

Before that; I did not put God first or seek him faithfully, I knew that I was not changed that much. I did not know how God will use me or how he will teach me. I did not know God deeply. I could only pray but I did not listen to Him so I knew I faced many testing. I was not faithful to God, and I did not go to church, I did not read the Bible and I did not want to read it.

After I put God first and follow Him faithfully, God answers my prayers and I know God more. So I have to be more faithful to God and I have to care for others more and understand other’s feeling more.

ใส่ความเห็น

Filed under ไม่มีหมวดหมู่

คำพยานชีวิตอ๊อฟ Aof’s Testimony

พยานชีวิต

ข้าพเจ้า ชื่อ นางสาวอัจฉรา ศิริวัฒน์ ชื่อเล่นชื่อ อ๊อฟ ขณะนี้กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ คณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ ชั้นปีที่ 3 เกิดที่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2530 เวลา 15.30 น. ข้าพเจ้า เป็นคนเชียงรายตั้งแต่กำเนิด สมาชิกในครอบครัวของข้าพเจ้ามีดังนี้ พ่อ แม่ ยาย พี่ชาย และข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นลูกสาวคนสุดท้อง

ก่อน ที่ข้าพเจ้ามารับเชื่อ ข้าพเจ้ามีหลายๆสิ่งที่ไม่ดี สิ่งแรกข้าพเจ้าเป็นคนที่ค่อนข้างเห็นแก่ตัวพอสมควร เวลามีอะไรที่ดีๆ ข้าพเจ้าก็จะเก็บมันไว้คนเดียว ไม่ว่าเขาคนนั้นจะเป็นเพื่อนของข้าพเจ้า เวลาที่ข้าพเจ้าได้รับการบ้านมาจากอาจารย์ ทั้งๆที่เพื่อนของข้าพเจ้าจะหาข้อมูลหรืองานมา แล้วเขาก้อจะนำมาแบ่งปันให้กับข้าพเจ้าเสมอ แต่ตัวข้าพเจ้าเอง กลับไม่เคยแบ่งปันงานอะไรให้เขาเลย หรือแม้แต่พี่ชายของข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าก็จะไม่คิดที่จะให้อะไรกับพี่ชายเลย เพราะข้าพเจ้าคิดว่า พี่ชายของข้าพเจ้าไม่เคยให้อะไรกับข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าก็จะไม่ให้อะไรกับเขาเป็นการตอบแทนเช่นกัน สิ่งที่สองคือ ข้าพเจ้าเป็นคนโมโหง่าย เมื่อมีใครมาทำอะไรให้ข้าพเจ้าไม่พอใจ ข้าพเจ้าก้อจะแสดงออกทางสีหน้า และท่าทางของข้าพเจ้าทันที ทั้งๆที่บางที เพื่อนของข้าพเจ้ายังไม่ได้ทำอะไรให้ข้าพเจ้าโกรธ ข้าพเจ้าก็จะโมโหเพื่อน บางทีการโมโหของข้าพเจ้าก็ไม่มีเหตุผล หรือบางทีข้าพเจ้าโมโหเพื่อนของข้าพเจ้าอีกคน แต่ข้าพเจ้ากลับมาทำท่าท่างโมโหใส่อีกคนหนึ่ง สิ่งที่สามข้าพเจ้าเป็นคนไม่มีน้ำใจ เมื่อเพื่อนของข้าพเจ้าเดือดร้อน ข้าพเจ้าไม่เคยคิดที่จะช่วยเพื่อนเลย ในตอนนั้นเพื่อนของข้าพเจ้าต้องการให้ข้าพเจ้าไปช่วยจัดงาน ทั้งๆที่ข้าพเจ้าว่าง แต่ข้าพเจ้าไม่ไป ข้าพเจ้าได้แต่คิดว่า มันไม่ใช่งานของข้าพเจ้า สิ่งสุดท้ายคือ ข้าพเจ้าค่อนข้างจะเป็นคนที่อารมณ์แปรปรวนง่าย บางทีอยู่กับเพื่อน คุยกันในเรื่องที่สนุกสนานอยู่ดีๆ หัวเราะอยู่กับเพื่อนดีๆ ก็เกิดโมโหขึ้นมาง่ายๆ จนบางทีเพื่อนๆงงว่าเราเป็นอะไร บางทีตัวของข้าพเจ้าเองก็ค่อนข้างสับสนว่าทำไมข้าพเจ้าถึงเป็นแบบนี้

ข้าพเจ้า มาเข้ามหาวิทยาลัยพายัพ ตอนนั้นข้าพเจ้าก็รู้อยู่ว่าเป็นมหาวิทยาลัยคริสเตียน ตอนที่ข้าพเจ้าเข้ามาในมหาวิทยาลัยครั้งนี้เป็นครั้งแรก ข้าพเจ้าได้รู้จักกับเพื่อนที่เป็นคริสเตียนอยู่ 2 คน เค้าพูดให้ฟังถึงเรื่องพระเจ้า ตอนแรกๆ ข้าพเจ้าไม่เชื่อ และยังไม่พอ ข้าพเจ้ายังต่อต้านเขาอีก แต่เพราะความรักของพระเจ้าที่มีให้เขา เขาจึงมีความรักให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต่อต้านมาตลอด จนกระทั่ง มีคลับภาษาอังกฤษขึ้นมา ส่วนตัวข้าพเจ้าเอง เป็นคนชอบในภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ข้าพเจ้าจึงเข้าคลับนี้อย่างสม่ำเสมอ จนวันหนึ่งพี่ๆชวนไปค่าย ในค่ายนั้น มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้ถึงความรักของพี่น้องคริสเตียนทุกคน พอตอนแบ่งกลุ่มข้าพเจ้าได้อยู่กลุ่มกับคุณมาร์ค คุณมาร์คได้เล่าถึงประสบการณ์ของเขากับพระเจ้าให้ทุกคนฟัง พอเสร็จจากค่าย พี่แคทกับพี่นิค ได้มาเล่าถึงความรักที่พระเจ้ามีให้มนุษย์ทุกคน หลังจากนั้นพี่เค้เก็บอกว่าอยากจะมาลองรู้จักกับพระเจ้าดูไหม ข้าพเจ้าตอบปฏิเสธไปในตอนแรกเพราะคำว่าไม่พร้อม พอหลังจากนั้น 2 อาทิตย์ข้าพเจ้ารู้สึกว่าพระวิญญาณบริสุทธ์ทำงานในตัวข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงรับเชื่อกับพี่แคท หลังจากนั้น พระเจ้าก็เข้ามาเป็นที่ 1 ใจ ในของข้าพเจ้า ความรักของพระเจ้าที่มาถึงข้าพเจ้าอีกทางหนึ่งผ่านทางโบสถ์ของมหาวิทยาลัย พายัพ ทางโบสถ์ได้เล่าถึงความรักของพระเจ้า และข้าพเจ้าได้ซึมซับความรักของพระเจ้าผ่านทางบทเพลงที่ทางโบสถ์ร้องในทุกๆ ครั้งที่ข้าพเจ้าได้ไปนั่งฟัง

หลัง จากที่ข้าพเจ้าได้มาเป็นคริสเตียน พระเจ้าเปลี่ยนแปลงข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก สิ่งแรกแต่ก่อนข้าพเจ้าเป็นคนที่ค่อนข้างเห็นแก่ตัว ตอนนี้ข้าพเจ้ารู้จักที่จะแบ่งปันหลายสิ่งหลายสิ่งให้กับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ โดยเฉพาะพี่ชายของข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้ามีสิ่งที่ดีๆ ข้าพเจ้าก็จะแบ่งให้กับพี่ชายเสมอๆ ตอนนี้ข้าพเจ้าไม่เคยที่จะลืมให้ของขวัญพี่ชายทุกปี

สิ่ง ที่สองคือ จากที่ข้าพเจ้าเป็นคนโมโหง่าย แต่เดี๋ยวนี้ เมื่อข้าพเจ้าโมโห ข้าพเจ้าจะอธิษฐานเสมอ แต่ข้าพเจ้าก็ยังคงโกรธเพื่อนอย่างไร้เหตุผลอยู่บ้างเป็นบางครั้ง แต่ข้าพเจ้าจะอธิษฐานให้มากขึ้น สิ่งที่สาม จากที่ข้าพเจ้าเป็นคนไม่มีน้ำใจ ตอนนี้เมื่อเพื่อนหรือพี่ๆน้องๆมีปัญหาอะไร ข้าพเจ้าก็จะคอยช่วยเหลือเพื่อนอยู่บ้างเท่าที่ข้าพเจ้าจะทำได้

และ สิ่งสุดท้ายคือ จากที่ข้าพเจ้าเป็นคนค่อนข้างจะอารมณ์แปรปรวนง่าย ตอนนี้ ข้าพเจ้าจะมีสมาธิมากขึ้น และจะจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำอยู่ และอธิษฐานกับพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ

สุด ท้ายนี้ ข้าพเจ้าอยากขอบพระคุณพระเจ้ามากที่เปลี่ยนแปลข้าพเจ้าใหม่ ทั้งๆที่พระเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าเป็นคนบาป แต่พระเจ้าก็ยังทรงรักข้าพเจ้า ขอบพระคุณพระเจ้าค่ะ

Aof’s testimony

I am Atchara Siriwat also known as Aof. I major in English at Payap University Chiang Mai. I am a third year student. I was born in Chiang Rai in February 26th 1987 at 3.30 pm. There are five people in my family, my parents, my grandmother, my older sister, and I. I am the youngest child in my family.

Before I knew God, I had many bad habits. First of all, I was very selfish. I rarely shared with others. All the works or research papers I did share at all. When I had good things I did not give them to anyone even my own brother. I always thought that my brother’s never shared anything with me, so I would not share too. Secondly, I was easily angered. If there was a person who made me angry, I would make a face to that person or do something to show that person that I was angry. Sometimes, I felt angry without any reason. I just happened to be so mad at any person without a clue. Thirdly, I was cruel to all of my friends, when they needed my help, I would never give them a hand. Once, my friends asked me to help them to organize the meeting at our department, I denied to help them frankly. Although, that time was free, nothing to do. All I thought was that it was not my responsibility to do it. Last but not least, I was short tempered and unreliable person. Sometimes, I was suddenly mad at my friends who I just now laughed with. My friends did not like to be around with me because they could not take me much.

I attended to Payap University by that time I knew already that this university was a Christian University. At the first time, I knew two Christian friends. They told about God, but I did not believe them. I felt offended and I resisted them. Because of God’s love toward them, they could have loved me, and bore me so much.

Until I heard of English Resource Corner by Mr. Heng taught English Conversation class. I personally loved English very much, so I joined the class regularly. One day, the staff members invited me to join a camp. In the camp I could touch the warmth of Christian’s love which was so marvelous. There was an activity in the camp, they divided us into groups. I was in P’ Mark’s group. P’ Mark shared us his experience with God. After camp, there were two YFC staff, P’Nick and P’Cat, came to share me God’s love toward all mankind. They challenged me to receive Christ, but that time I told them that I was not ready to receive Christ yet. Two weeks later, I felt that the Holy Spirit worked in my heart. I received Christ through P’Cat. God became the first place in my heart. I attended to Payap Church and I was touched God’s love there. Payap church helped me grow in God’s love every time that I attended there.

After I became a Christian, God came to change my life a lot. One thing that He changed me obviously was I became more generous. I tended to share whatever I had to all of my friends and people surrounded me. I started to think of my brother after I’ve never thought that I had a brother. I started to give him a birthday present every year. The more I know God, the more He changes me. I become not easily angered. I give my friends my help as much as I can do. I feel that I am more reliable, more concentrated, and more generous. I pray regularly and always thank God for loving me so much, though I was a sinner. Thank God.

ใส่ความเห็น

Filed under ไม่มีหมวดหมู่

คำพยานชีวิตดรั้ม Drum’s Testimony

Drum’s Testimony

ผม ชื่อประพัฒน์ เรืองธนู หรือเรียกว่าดรั้ม ผมเกิดมาในครอบครัวที่มีแต่ปัญหาที่พ่อสร้างขึ้น ครอบครัวของเราเป็นครอบครัวที่ยากจนหลายครั้งเราถึงกับต้องไม่มีอาหารกินเรา เคยมีฐานะที่ดีในตอนแรกเมื่อครั้งนั้นแต่เมื่อพ่อของผมได้เข้าไปมีส่วน พัวพันในหนี้สินเกือบครึ่งล้านเมื่อเวลาผ่านมาเป็ฯสาเหตุให้เราต้องอย่าอด อยากและลำบากมากทีเดียว

ผม เกิดที่ภาคใต้ของประเทศไทยครอบครัวของเราเป็นครอบครัวที่เคร่งศาสนามากและ บรรพบุรุษของเราก็เข้มแข็งในความเชื่อมากทีเดียว ผมต้องประสบกับความเศณ้าอีกครั้งหนึ่งเมื่อคุณปู่ของถูกโจรก่อการร้ายที่ภาค ใต้ยิงตาย ผมเสียใจมากเพราะว่าผมและคุณปู่เราสนิทกันอย่างมาก

ชีวิต ของผมเริ่มหมดความหมายและไร้ค่าแต่นั้นมา ผมเริ่มมองหาทางออกให้กับชีวิต จนกระทั่งเมื่อครอบครัวของเราได้ย้ายมาอยู่ที่เชียงใหม่ ผมได้ดูรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งมีโฆษณาเรื่องหนังสือ พลังชีวิต ผมเอาหนังสือนั้นมาอ่านด้วยความหวังใจว่าอยากจะเห็ฯว่าพระเจ้าจะทรงเปลี่ยน แปลงชีวิตผมอย่างที่เพื่อนที่เป็ฯคริสเตียนในชั้นเรียนบอกหรือไม่ ผมท้าทายพระองค์ว่าหากพระเจ้ามีจริงขอพระองค์ทรงสำแดง

ผม ยังคงตั้งคำถามและมีความสงสัยเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่ ผมได้ลองไปนมัสการพระเจ้าที่คริสตจักรใกล้โรงเรียนดู ศิษยาภิบาลที่นั่นได้เปิดหนัง พำระเยซูคริสต์ให้เราดู ผมได้ชวนน้องสาวไปด้วยในวันนนั้นเราต่างร้องไห้อย่างเมื่อดูหนังจบ หลังจากนั้นเราได้ไปนมัสการที่นั่นเป็นประจำทุกวันอาทิตย์

ใน ตอนแรกผมขออนุญาตพ่อของผมที่จะไปคริสตจักรเพื่อนมัสการพระเจ้า เมื่อคุณพ่อไม่ได้ว่าอะไรผมและน้องสาวเราจึงไปนมัสการด้วยกัน เป็นระยะเวลาอยู่นานพอสมควรที่เราได้นมัสการและรู้จักพระเจ้า จนกระทั่งคืนหนึ่งพ่อของผมได้ต่อว่าเรื่องการไปนมัสการพระเจ้าอย่างรุนแรง และขู่ว่าหากเราไปนมัสการพระเจ้าอีกเพียงครั้งเดียว ผมและน้องสาวจะถูกกตัดพ่อตัดลูกกันไป

เป็น เวลาร่วมหนึ่งที่เราไม่กล้าที่จะไปคริสตจักรเพื่อนมัสการพระเจ้าอีก ชีวิตของผมลุ่ม ๆ ดอน ๆ และประสบปัญหามากมาายหลายครั้ง แต่ทุกครั้งผมยังคงมั่นใจว่าพระเจ้ามีประสงค์ที่ดีที่ให้ผมเติบโตเข้าแข็ง ผ่านปัญหาต่าง ๆ ผมได้รับพระเมตตาคุณของพระเจ้ามากมายในชีวิตรวมถึงการที่ผมได้มีโอกาสไป ประเทศสิงคโปร์ผ่านคำอธิษฐาน ผมได้เรียนรู้เรื่องพระเจ้ามากมายผ่านคริสตจักรดที่ประเทศสิงคโปร์ และเจ้าของบ้านที่อนุญาตให้ผมอาศัยอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์เป็นผู้ช่วยสร้างผม ขึ้นในความเชื่อและหนุนใจผมหลายประการ เมื่อผมได้มีโอกาสกลับมาที่ประเทศไทย ผมมีความปรารถนาอย่างยิ่งยวดที่อยากจะรู้จักับพระเจ้า ผมได้ลักลอบไปคริสตจักนเพื่อนมัสการพระเจ้าหลายครั้งโดยไม่ได้ขออนุญาตคุณ พ่อ คุณพ่อไม่ทราบเลยว่าผมมาคริสตจักรทุกวันอาทิตย์ คริสตจักรตอนนั้นที่ผมไปร่วมนมัสการชื่อคริสตจักรชาโลม ที่นั่นผมได้พบกับความรักของพระเจ้าผ่านพี่น้องในพระคริสต์มากมาย

ผม ได้มีโอกาสไปร่วมกลุ่มชมรมภาษาอังกฤษในเวลาต่อมา ผมได้เติบโตผ่านกลุ่มสามัคคีธรรรมที่นั่นมากมายและหัวใจของผมปรารถนาที่อยาก จะรู้จักกับพระเจ้ามากขึ้นมากขึ้นทุกวัน

ผม ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับแผนการอันประเสริฐของพระองค์ในชีวิตผม และสิ่งที่พระองค์ได้ทรงมีพระราชกิจอันมีคุณในชีวิตผมอย่างเหลือล้น ผมได้รับการยอมรับในพระเจ้าและผมทราบว่าผมเป็นที่รักยิ่งในพระองค์ ผมขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงให้ พี่น้องในพระคริสต์ช่วยฉุดผมขึ้นยามที่ผมล้มลง ผมรู้สึกตื้นตันเป็นล้นพ้น ผมจะไม่ละไปจากทางของพระเจ้าอย่างแน่นอนเพราะผมมั่นใจว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่และ ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือพระองค์

My name is Praphat Reungtanu or Drum. I was born in a family which had so many troubles that my father did. We were very poor. Sometimes, we had no food to eat. My family used to be good enough to feed everyone, but after the debt that my father caused. We had a debt with half a million baht. We faced a big financial problem after that. I was born in South of Thailand. My family was very religious. All my ancestors were also very religious. We faced a sad incident when my grandfather was shot by a terrorist. I was very sad and painful because I and my grandfather were so close. My life became empty. I sought for a way out of the emptiness. My family moved to Chiang Mai when I was two years old. One day I watched television, there was an advertisement about a free power of life book. I read the book to see if God could change me like my classmate who told me about God. I challenged Him if He really existed.

I was curious about God. I tried to go to a church near by my school. The pastor at that church gave me a Christian movie called “the passion of Christ”. I and my younger sister cried a lot when we watched the movie. I received Christ that day after finishing the movie. I attended to that church every Sunday. At the first time, I asked my father if I could go to church. He did not say anything, so I took my younger sister with me to church every Sunday. We attended church until one night my father violently scolded at me and my younger sister. He did not want us to go to church anymore. If we went to church just once again, I and my younger sister would be no longer his children. My father said that I would also not be allowed to come back home. That night my father was so drunk. I did not understand why we, as kids, had to face the problem like this. I could not go to church anymore. It’s been a year that I did not attend to church at all.

My life has been through many troubles on and on since I received Christ. I did believe that what happened to me in my life were God’s purpose to make stronger in faith. I received God’s grace in many ways including an opportunity to go to Singapore as I prayed to Him. I learnt a lot from the church at Singapore and the host who took care of me built me up and encouraged me so much. When I got back, I desired to know God more and more. I attended to church again without asking my father permission. My father did not know that I attended church again. The church that I attended that time called Shalom BP Church. There I felt the love of God through brothers and sisters in Christ. I went to join ERC cell group after that. My hunger for God was so much because the cell group there helped me to grow in Christ more and more.

I thank God for His wonderful plans in my life. He’s done very great thing my life. I feel free, beloved and accepted. I thank God brothers and sisters in Christ who help me out when I am down. I am amazed. I will never turn my back on God anymore. For I know that He is the greatest God, and no one is above Him.

ใส่ความเห็น

Filed under ไม่มีหมวดหมู่